ดุลยภาพของชีวิต

4 เม.ย. 2557 17:37 น. | เปิดอ่าน 957 | ความคิดเห็น 0

ดุลยภาพของชีวิต ในมุมมองของพระพุทธศาสนา

 

- เพราะสุขและทุกข์เป็นธรรมชาติของชีวิต ดังนั้น จึงจำเป็นที่มนุษย์จะต้องศึกษาพัฒนาทั้งสุขและทุกข์เพื่อให้มีดุลยภาพในการดำเนินชีวิต ให้ชีวิตดำเนินไปในแนวทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีวัตถุพรั่งพร้อม

 

- มนุษย์มีความเข้าใจผิดว่า "วัตถุ" คือ สิ่งที่จะตอบสนองความต้องการทั้งหมดของชีวิต ยิ่งมีวัตถุมาปรนเปรอมากเท่าใดก็ย่อมจะมีความสุขมากเท่านั้น มนุษย์จึงพยายามพัฒนาทางด้านวัตถุเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย แต่ในทางจิตใจหาได้พัฒนาไม่ ดังนั้น มนุษย์จึงเสีย "ดุลยภาพของชีวิต" ไปตกอยู่ภายใต้การครอบงำของวัตถุ ทำให้มนุษย์มีใจเสาะ เปราะบาง อ่อนแอ ทุกข์ได้ง่าย สุขได้ยาก 

 

- ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น มนุษย์เป็นผลผลิตจากธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เมื่อมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เมื่อสุขและทุกข์เป็นธรรมชาติของชีวิตจึงนับว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่จะต้องรู้เท่าทัน และพัฒนาให้ชีวิตเกิดดุลยภาพอันจะทำให้มนุษย์อยู่กับธรรมชาติได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้น ทั้งสุขและทุกข์เป็นคุณสมบัติชนิดหนึ่งที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง กล่าวคือ

  • "สุข"    คือ สิ่งที่มนุษย์จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในชีวิต
  • "ทุกข์" คือ สิ่งที่มนุษย์จะต้องกำหนดรู้และปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

- หน้าที่ต่อทุกข์ของมนุษย์ ได้แก่ การรู้เท่าทัน ส่วนสุขนั้นมีหน้าที่พัฒนาให้เกิดขึ้น ซึ่งสาระสำคัญของ หน้าที่ทั้งต่อสุขและทุกข์ นั้นสามารถกล่าวโดยสรุปตามหลักการของพระพุทธศาสนาได้ 2 ประการ ดังนี้

 

1. การรู้เท่าทันทุกข์ พระพุทธศาสนามองว่าชีวิต และสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติทั้ง 3 ประการ คือ

  • การเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง)
  • การตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง)
  • การไม่มีตัวตนที่แท้จริงเพราะปรากฏรูปร่างขึ้นมาได้ด้วย เหตุปัจจัย (อนัตตา)

- ทั้ง 3 ประการนี้ พระพุทธศาสนาเรียกว่า "กฎธรรมชาติ" ซึ่งสรรพสิ่งทั้งโลกและชีวิตจะต้องตกอยู่ภายใต้กฎทั้ง 3 ประการนี้  อาการทั้งสองเบื้องต้น คือ การเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) และการตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) แสดงอาการปรากฏให้เห็นได้ง่ายโดยรูปของการเปลี่ยนแปลง เช่นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง เป็นต้น  ส่วนประการสุดท้าย คือ การไม่มีตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) เป็นสภาพที่จะต้องใช้ปัญญาในการสืบหาความจริงตามเหตุปัจจัย

 

- "ทุกข์" คือ กฎของธรรมชาติชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อทั้งโลก และชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจึง ต้องตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นไปตามกฎธรรมชาติ คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัยจากกฎธรรมชาติคือสิ่งทั้งปวงมีการเปลี่ยนแปลงนี้จึงมีผลต่อมนุษย์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

  • โดยตรง คือ ชีวิตร่างกายมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตาม กฎธรรมชาติโดยที่มนุษย์ไม่ต้องการให้เปลี่ยนแปลง
  • โดยอ้อม คือ การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ นั้นทำให้มีผลต่อจิตใจมนุษย์ โดยก่อให้เกิดทุกข์ เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามที่มนุษย์ปรารถนาจะให้เป็น

 

- เมื่อว่าโดยหลักการของพระพุทธศาสนาที่มองว่า สรรพสิ่งที่รวมตัวกันด้วยเหตุปัจจัยล้วนตกอยู่ภายใต้อาการ คือการ "เกิดขึ้น" "ตั้งอยู่" "ดับไป" ซึ่งเป็นอาการของการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ดังนั้นพระพุทธศาสนาจึงมีหลักการว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องรู้ด้วยปัญญา

 

- การเปลี่ยนแปลงตามกฎธรรมชาติไม่ควรมีอิทธิพลเหนือจิตใจของมนุษย์ และไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะเอาชีวิตเราเข้าไปเป็นทุกข์อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง มนุษย์ต้องรู้เท่าทันทุกข์ที่มีตามธรรมชาติที่โยงมาหาชีวิต กล่าวโดยสรุป คือ "ทุกข์มีไว้เพื่อรู้เท่าทัน (ทุกขัง ปริญเญญยัง) ไม่ใช่มีไว้เพื่อเป็นทุกข์"

 

2. การพัฒนาสุข พระพุทธศาสนามองว่าความสุขเป็นสิ่งพัฒนาได้ เพราะความสุขเมื่อเกิดขึ้นอย่างถูกต้องแล้วจะเป็นคุณสมบัติในใจของมนุษย์ โดยพระพุทธศาสนาให้เหตุผลว่าเมื่อมนุษย์เป็นสัตว์ที่สามารถพัฒนาได้ความสุขซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิตจึงเป็นสิ่งพัฒนาได้เช่นกัน

 

- เมื่อเราพัฒนาความสุขให้ประณีตขึ้น สูงขึ้น ก็จะทำให้ชีวิตดีขึ้น คือ ทำให้ชีวิตของเรามีคุณธรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และความสุขที่เราพัฒนาขึ้นนอกจากจะเกื้อกูลต่อตนเองแล้วยังทำให้เกื้อกูลต่อผู้อื่นหรือสังคมด้วย เพราะปกติถ้าการแสวงหาความสุขเพียงเพื่อตนเองโดยไม่มีการพัฒนาความสุขให้สูงขึ้นจะทำให้มีการเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อให้ตนเองได้รับความสุข แต่หากมีการพัฒนาความสุขให้สูงขึ้น ความสุขที่ได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นตามลำดับนั้นจะทำให้สังคมมีสันติมากขึ้น

 

 


ระดับของความสุขตามนัยของพระพุทธศาสนานั้นมีขอบเขตที่กว้างขวาง แต่ในที่นี้สามารถสรุปได้ 5 ระดับ คือ

 

- ความสุขขั้นที่ 1 ได้แก่ ความสุขที่เกิดจากวัตถุ (สามิสสุข) ความสุขชนิดเป็นความสุขที่เกิดจากการเสพวัตถุทาง "ตา หู จมูก ลิ้น กายของมนุษย์" ความสุขชนิดนี้เป็นความสุขที่อิงอาศัยวัตถุภายนอก มนุษย์ต้องแสวงหาวัตถุภายนอกเพื่อเสพความสุขชนิดนี้

- ข้อเสียของความสุขชนิดนี้ คือ เมื่อจำต้องอาศัยวัตถุภายนอกมนุษย์จึงจำต้องแสวงหาให้ได้มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง จึงมีการเบียดเบียนกันเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุอันจะตอบสนองความต้องการของตนเอง หากมนุษย์ยึดติดกับความสุขชนิดนี้โดยไม่พัฒนาให้ถึงความสุขขั้นสูงขึ้นก็ก่อให้เกิดการเบียดเบียนกัน เพราะต่างก็ต้องแสวงหาวัตถุให้ได้มากที่สุดตามความต้องการ สำหรับการเสพความสุขชนิดนี้พระพุทธศาสนาได้ให้หลักการ คือ "ศีล 5" เพื่อไม่ให้มีการเบียดเบียนกัน หรือเพื่อให้มีการเบียดเบียนกันน้อยที่สุด คือ

  • ให้เสพความสุขโดยไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น
  • ไม่ให้ละเมิดสิทธิทรัพย์สมบัติของผู้อื่น
  • ไม่ให้ละเมิดคู่ครองของผู้อื่น
  • ไม่ให้ทำลายผลประโยชน์   ผู้อื่นด้วยถ้อยคำ
  • ไม่ให้สร้างความไม่ปลอดภัยผู้อื่นด้วยการเสพสิ่งเสพติด

 

- ความสุขขั้นที่ 2 ได้แก่ ความสุขที่เกิดจากการให้ ความสุขชนิดนี้เป็นความสุขร่วมกัน เพราะผู้ให้ก็เป็นสุขผู้รับก็เป็นสุข เป็นความสุขที่ไม่เบียดเบียนกัน เปลี่ยนจากการเอาหรือการได้เป็นการให้  ดังปรากฏคำสอนเรื่องทานเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญสำหรับคฤหัสถ์ 

 

- ความสุขขั้นที่ 3  ได้แก่ ความสุขที่ใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ตามธรรมชาติไม่ให้หลงในโลกสมมุติ

 

- ความสุขขั้นที่ 4 ได้แก่ ความสุขที่เกิดจากการปรุงแต่งในจิตใจ เป็นความสุขที่ไม่ต้องอิงอาศัยวัตถุภายนอกแต่ทำให้เกิดมีได้ด้วยการปรุงแต่ให้เกิดมีขึ้นในจิตใจโดยวิธีการ 5 อย่าง คือ

  • ความเบิกบานใจ (ปราโมทย์)
  • ความอิ่มใจ (ปิติ)
  • ความสงบใจ (ปัสสัทธิ)
  • ความสุขใจ (สุข
  • ความมีจิตตั้งมั่น (สมาธิ)

 

- ความสุขขั้นที่ 5 ได้แก่ ความสุขเหนือการปรุงแต่งที่เกิดจากปัญญาที่รู้เท่าทันความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ 

- "พระพุทธศาสนา" ยืนยันถึงระดับของความสุขทั้ง 5 ระดับเหล่านี้และเห็นว่าความสุขทั้ง 5  ระดับนี้เป็นธรรมชาติที่มนุษย์สามารถพัฒนาให้สูงขึ้นได้ตามลำดับ

 

- กล่าวโดยสรุป คือ เมื่อเราผ่านโลกผ่านชีวิตมาได้ระดับหนึ่ง เราก็คงเข้าใจคำว่า ชีวิตมีขึ้นมีลงได้อย่างชัดเจน นั่นก็หมายความว่า ไม่มีใครโชคร้ายไปตลอด และไม่มีใครโชคดีไปตลอด ชีวิตมีสุขและมีทุกข์ปนกันไป

 

- แต่ประเด็นสำคัญที่เราจะต้องไม่ลืม คือ ทำอย่างไรเราจะใช้ชีวิตให้มีดุลยภาพระหว่างสุขและทุกข์ โดยรู้ให้เท่าทันทุกข์ และพัฒนาสุขอย่างมีหลักการ โดยในยามที่มีสุขเราก็ไม่หลงระเริงลืมตนจนกลายเป็นการสร้างทุกข์ให้คนอื่นหรือยึดติดเพียงความสุขในระดับต้น ๆ ไม่พัฒนาความสุขให้สูงขึ้น และทำอย่างไรในยามที่เรามีทุกข์ก็ไม่ใช่จมดิ่งอยู่กับทุกข์อย่างไม่รู้วันรู้คืนแต่รู้จักสร้างปัญญาให้รู้เท่าทันทุกข์.

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป