ศรัทธาแห่งการทำงานดี

8 เม.ย. 2557 17:11 น. | เปิดอ่าน 643 | ความคิดเห็น 0

 

- มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมมีความเป็นอยู่ควบคู่ไปกับการทำงาน เนื่องจากธรรมชาติสร้างมาให้เป็นเช่นนั้น ทุกคนต้องทำงาน ไม่เห็นมีใครสามารถที่จะดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไรเลย อาจจะมีคนบางคนพอเกิดมา ก็ได้รับมรดกตกทอดจากพ่อแม่ มีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่อย่างน้อยก็ต้องทำงานไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

 

- "การทำงาน" จัดว่าเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตและทำให้ชีวิตมีคุณค่า สามารถชักนำให้มนุษย์รู้จักสภาพอันแท้จริงของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกสามารถทำให้มนุษย์ดำเนินไปสู่ความ โชคดี และ โชคร้าย  การทำงานเท่านั้นที่สามารถพัฒนาโลกให้เจริญก้าวหน้าไปได้ไกล หากมนุษย์ไม่ทำงานป่านนี้โลกก็คงรกร้างว่างเปล่า ถ้าจะมองดูสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองโดยรอบด้านแล้ว ก็เป็นอันสรุปได้ว่า "มนุษย์มีความเป็นอยู่คู่กับการทำงาน"

 

- พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเน้นหลักธรรมอันสำคัญ ในอันที่จะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำงาน มีการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องมัวหวาดหวั่นระแวงสงสัย และให้เกิดความกล้าหาญในการกระทำได้ทันท่วงที จึงยกเอาความมีศรัทธาว่าเป็นหลักอันสำคัญ 

 

- "ศรัทธา" แปลว่า "ความเชื่อ" เป็นสิ่งสำคัญยิ่งของทุก ๆ คน ถ้าไม่มีความเชื่ออยู่ในใจแล้ว ความตั้งใจที่จะทำก็ไม่มี หรือถึงจะมีก็ไม่หนักแน่นมั่นคง เพราะไม่เชื่อว่าสิ่งที่ทำนั้นจะมีผลประโยชน์แก่ตนและคนอื่นอย่างไร เมื่อขาดความตั้งใจเสียแล้ว เวลาจะทำอะไรก็ไม่สามารถให้สำเร็จลุล่วงไปได้ พอพบอุปสรรค ก็เกิดความท้อถอยและเบื่อ หน่าย พลอยทำให้เกิดความเกียจคร้านไม่คิดที่จะทำต่อไป แต่ถ้ามีความเชื่ออยู่ในใจแล้ว ก็จะทำให้เกิดความองอาจหาญกล้า ตั้งหน้าทำงานไปจนงานนั้นสำเร็จผล 

 

- แต่ความเชื่อนั้น ต้องเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ คือต้องเชื่ออย่างมีเหตุมีผล จะเชื่อตาม ๆ กันนั้นไม่สมควร เพราะอาจนำความเดือดร้อนเสียหายมาสู่ตนและคนอื่นได้ 

 


 

หลักที่ควรเชื่อนั้นมี 4 อย่าง คือ

1. เชื่อการกระทำ

2. เชื่อผลของการกระทำ

3. เชื่อว่าทุกคนมีการกระทำเป็นของตนเองเสมอ ใครทำดีต้องได้รับผลดี ใครทำชั่วต้องได้รับผลชั่ว

4. เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ เชื่อความรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะพระองค์ทรงทราบในสิ่งเหล่านี้ได้อย่างดีแล้ว จึงนำมาชี้แจงแสดงให้รู้ ให้เห็นตามความเป็นจริง 

 

- ตามความเป็นจริงแล้ว ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ มีเหตุ-มีผล มีต้น-มีปลาย "ต้น" เรียกว่า "เหตุ" "ปลาย" เรียกว่า "ผล" "เหตุ" ได้แก่ สิ่งที่ทำขึ้นก่อนหรือเกิดขึ้นก่อน "ปลาย" ได้แก่ สิ่งที่ตามมาทีหลัง

 

- เมื่อมีเหตุแล้วผลก็มี มีเหตุดี ผลก็ดี มีเหตุชั่ว ผลก็ชั่ว เหตุกับผลหรือผลกับเหตุต้องตรงกันเสมอ เช่นเดียวกับการปลูกต้นไม้ เมื่อปลูกต้นไม้ชนิดใดลงไป ผลก็ต้องเป็นของต้นไม้นั้นแน่นอน จะกลับกลายเป็นผลของต้นไม้อื่นหรือเป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้

 

- เหตุนั้นท่านจึงสอนให้มีความสำคัญในเหตุผล และให้เชื่อแต่ในสิ่งที่มีเหตุมีผล ไม่ให้เชื่อตาม ๆ กันไปในสิ่งที่ไร้เหตุไร้ผล ความเชื่อแต่ในสิ่งที่มีเหตุผล เรียกว่าเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ 

 


 

- เหตุดังนั้น ถ้าทุกคนในสังคมมีความตั้งใจทำงาน ทำงานตามหน้าที่ของตนด้วยศรัทธา ประกอบกับมีศีล คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย เป็นผู้มีกิริยามารยาทอันงดงาม สังคมนั้นย่อมจะเจริญรุ่งเรือง มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า

 

 

 

 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป