กฎไตรลักษณ์

18 มิ.ย. 2557 16:26 น. | เปิดอ่าน 386 | ความคิดเห็น 0

กฎไตรลักษณ์ คืออะไร

  • อนิจจตา
  • ทุกขตา
  • อนัตตตา

1. อนิจจตา

- ความเป็นของไม่เที่ยง คือ ภาวะที่สังขารทั้งปวงไม่อยู่คงที่ เป็นเรื่องแปรปวน มีการแปรเปลี่ยนสภาพอยู่ตลอดเวลา สามารถกำหนดรู้ได้ด้วยลักษณะดังนี้ 

  • มีการเกิดขึ้นแล้วดับไป 
  • มีการแปรเปลี่ยนสภาพในระหว่างเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา 
  • เป็นสิ่งคราวตั้งอยู่ได้ชั่วขณะ 
  • เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเที่ยงแท้ 

- อนิจจลักษณะ ได้ในสังขาร 2 ประเภท คือ 

  1. อุปาทินนกสังขาร (สังขารที่มีใจครอง) 
  2. อนุปาทินนกสังขาร (สังขารไม่มีใจครอง) 

 

2. ทุกขตา

- ความเป็นทุกข์ คือ ภาวะที่สังบารทั้งปวงทนได้ยาก ไม่สามารถดำรงตนอยู่อย่างเดิมได้ สามารถกำหนดรู้ได้ด้วยลักษณะดังนี้ 

  • สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร ที่มีอยู่ด้วยกันทุกคนไม่มียกเว้น ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย 
  • ปกิณณกทุกข์ ทุกข์ที่จรมาครั้งคราว ได้แก่ ความเศร้าโศก ความพร่ำเพ้อรำพัน ความไม่สบายกาย ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ความพลัดพลากจากสิ่งที่ชอบ ความผิดหวังไม่ได้ดังต้องการ 
  • นิพัทธทุกข์ ทุกข์เนืองนิตย์ ทุกข์ประจำ ได้แก่ ความหนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 
  • พยาธิทุกข์ ทุกข์เพราะความเจ็บไข้ หรือทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายไม่ทำหน้าที่ปกติ 
  • สันตาปทุกข์ ทุกข์ร้อน ได้แก่ ความร้อนรุ่ม กระวนกระวาย เพราะถูกไฟกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ เผาลนใจจนให้เร่าร้อน 
  • วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม ได้แก่ ความเดือดร้อนใจที่เป็นทุกข์ในปัจจุบันทันตา เช่น ได้รับโทษตามอาญาบ้านเมือง ประสบกับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต หรือทุกข์ขั้นที่เลยตาเห็น เช่น ตายแล้วไปเกิดในทุคติ 
  • สหคตทุกข์ ทุกข์ไปด้วยกัน หรือทุกข์กำกับ ได้แก่ ทุกข์ที่เป็นผลจากความพรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ เช่น ได้รับ ยศ สุข สรรเสริญ แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นที่ชื่นชอบ แต่ก็ไม่วายที่จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นด้วย เพราะกลัวว่าจะหมดสูญหายไป 
  • อาหารปริเยฎฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน ได้แก่ ทุกข์เนื่องด้วยการทำมาหากินเลี้ยงชีวิต 
  • วิวาทมูลทุกข์ ทุกข์มีวิวาทเป็นมูล ได้แก่ ทุกข์ที่เกิดจากการทะเลาะกัน การต่อสู้คดีความกัน เป็นเหตุให้หวาดหวั่นใจกลัวแพ้ 
  • ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอด ได้แก่ ทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือในขันธ์ 5 กลัวไม่สวย ไม่หล่อ ไม่งาม เลยเกิดทุกข์ 

3. อนัตตตา

- ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน คือ ภาวะที่สังขาร และ วิสังขาร เป็นของมิใช่ตัวตน สามารถกำหนดรู้ได้ด้วยลักษณะ ดังนี้ 

  • ไม่อยู่อำนาจ ได้แก่ ไม่อยู่ในบัญชาของใคร ไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา ใครบังคับไม่ได้ 
  • แย้งต่ออัตตา ได้แก่ เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นตัวตน 
  • หาเจ้าของมิได้ ได้แก่ ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง สงวนรักษามิให้เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ 
  • เป็นสภาพว่างเปล่า ได้แก่ หาสภาวะที่แท้จริงไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาแยกออกเป็นส่วน ๆ สภาวะที่แท้จริงก็ไม่มี 
  • เป็นสภาวธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ได้แก่ เป็นเพียงสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ที่เมื่อเกิดขึ้นก็เพราะเหตุ ดับก็เพราะความดับสิ้นแห่งเหตุ 

​- การพิจารณาสังขารให้เป็นอนัตตา ถ้าขาดการพิจารณาโดยแยบคายแล้วอาจกลายเป็น นัตถิกทิฏฐิ คือ มีความเห็นปฎิเสธไปทุกอย่างได้ เช่น เห็นว่าผลของบาปบุญคุณโทษไม่มี คุณของบิดามารดาไม่มี เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาสังขารโดยใช้หลักของ 

 

สัจจะเข้ามาเป็นหลักประกอบการพิจารณา ได้แก่ 

1. สมมติสัจจะ จริงโดย สมมติ คือ ความตกลงหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน เป็นต้น ย่อมเป็นความจริงตามสมมติอันพึงจะคัดค้านมิได้ 

2. ปรมัตถสัจจะ จริงโดย ปรมัตถ์ คือ ความจริงโดยความหมายสูงสุด เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงสภาพที่แท้จริงของ สังขาร ( พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ 2538 150/301 ) 

3. อนัตตลักษณะ มิใช่มีเฉพาะแต่ในสังขารอย่างเดียว หรือแม้แต่วิสังขาร ได้แก่ สภาวะที่ไม่ใช่สังขาร เป็นสภาวะที่ปราศจากการปรุงแต่ง คือ พระนิพพาน ก็จัดอยู่ในอนัตตลักษณะนี้ด้วย คาถาที่ 3 นี้ ท่านจึงใช้คำว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา" อนึ่ง การที่บุคคลจะพิจารณาเห็นสังขาร จนเห็นเป็นไตรลักษณ์นั้นเป็นของยาก เพราะมีสิ่งปกปิดไว้ไม่ให้เห็นคือ สันตติ 

 

 


- ความสืบต่อแห่งนามรูป ปกปิดอนิจจตา, อิริยาบถ ความผลัดเปลี่ยนกิริยาทางกาย ปกปิดทุกขตา, ฆนสัญญา ความสำคัญว่าเป็นกลุ่ม เป็นก้อน ปกปิดอนัตตา แต่หากใช้ปัญญาพิจารณาอย่างที่ถ้วนโดยวิธี คือ วิปัสสนาภาวนา พิจารณาสังขารจนเห็นความเกิดและความดับ จนถอนสันตติลงได้ เห็นความถูกบีบคั้น ทนอยู่ไม่ได้ ด้วยเพิกถอนอิริยาบถออกเสีย พิจารณาจนเห็นเป็นธาตุที่กระจายออกจากความเป็นกลุ่มก้อน จนถอนฆนสัญญาเสียได้

- เมื่อพิจารณาเห็นโดย กฏไตรลักษณ์ เช่นนี้ จิตของผู้นั้นย่อมปล่อยวางได้ เพราะเกิความเบื่อหน่ายในทุกข์ที่เกิดจากสังขาร ความหน่ายอย่างนี้ถึงจะเรียกว่า นิพพิทา ย่อมเป็นแนวทางปฏิปทาข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุถึง วิสุทธิ ความบริสุทธิ์ จากกิเลสต่อไป

 

 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป