คน 4 เหล่า

27 มิ.ย. 2557 16:24 น. | เปิดอ่าน 634 | ความคิดเห็น 0

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

 

เราต้องทำความสงบ "กาย" "วาจา" และ "ใจ" 

  • กายสงบ คือ ไม่ไปหยิบนั่นฉวยนี่ ไม่ต้องกระดุกกระดิก หากว่าจำเป็นจำต้องพลิกไหวบ้างก็ไม่เป็นไร
  • วาจาสงบ คือ ไม่ต้องพูดต้องคุยกัน
  • ใจสงบ คือ ให้ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นสมาธิอยู่ในตัว เรียกว่าใจสงบ การฟังเทศน์ก็ต้องการให้ใจสงบนั่นเอง ถ้าหากว่าใจสงบจนกระทั่งฟังเทศน์ไม่ได้ยินอะไรเลย นั่นเหละถูกต้องแล้ว ฟังเทศน์ในที่ใด ๆ หรือในอุบายอันใดก็เพื่อสงบแห่งใจนี่เอง

คน 4 เหล่า

 

คนเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้ ต้องตกอยู่ในจำพวก 4 เหล่านี้ทั้งนั้น ไม่นอกเหนือไปจากคนจำพวกสี่เหล่านี้ไปได้ คือ

1. ตโม ตโม ปรายโน

- คือ คนมืดมาแต่เบื้องต้นแล้วก็มืดต่อไปอีก จำพวกนี้ใช้ไม่ได้

2. ตโม โชติ ปรายโน

- คือ มืดมาแล้วสว่างไปนั้น ก็ยังดีหน่อย

3. โชติ ตโม ปรายโน

- คือ สว่างเบื้องต้นแล้วมืดเบื้องปลาย พวกนี้ใช้ไม่ได้เหมือนกัน

4. โชติ โชติ ปรายโน

- คือ สว่างมาแล้วก็สว่างไป นั้นดีมาก

 


บางคนเกิดมาไม่รู้เดียงสาอะไรเลย เหมือนกับมดกับปลวกมืดตื้อไปหมด พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว เรื่องศีลเรื่องธรรมแล้วไม่ต้องกล่าว เข้าใจว่าตัวเองโง่เง่าเต่าตุ่นไม่มีสติปัญญา แล้วก็เลยไม่ทำความดีต่อไป เห็นว่าหมดวิสัยของตัวแล้ว ซ้ำเติมให้โง่ให้ทึบ ให้ตื้อเข้าไปอีก เรียกว่า มืดมาแต่ต้น แล้วก็มืดต่อไปอีก

 

- ขอให้คิดดู คนเราเกิดขึ้นมาถ้าไม่มีการศึกษาเล่าเรียนจะเอาความรู้มาแต่ไหน เรียนอย่างน้อยที่สุดมันก็ได้ความรู้ ถ้าถือว่าตนโง่แล้วก็ไม่ศึกษาเล่าเรียนและไม่ปฏิบัติ มันก็ยิ่งโง่ขึ้นไปกว่าเก่า คนที่เข้าใจผิดเช่นว่านั้น ทำผิดพลาดจากการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เลยทีเดียว แทนที่จะคิดว่าความมืด ความโง่ของเรานั้น

 

- เราจะต้องแสวงหาเครื่องสว่างเป็นเครื่องส่องทางของเรา ถึงไม่ได้มากสักนิดเดียวก็เอา จึงจะเป็นการดี คนนั้นเรียกว่าค่อยสว่างขึ้นหน่อย นับว่าดี อย่าไปถือว่านิสัยบุญวาสนาเราไม่ให้หรือไม่ส่งเสริม บุญวาสนานิสัยใจคอของเรามันต่ำต้อย ไม่สามารถที่จะเจริญภาวนาทำสมาธิได้ เลยทอดอาลัยเพียงแค่นั้น

 

- บุญวาสนานิสัยของเรา เรารู้แล้วหรือ เราเห็นแล้วหรือภพก่อนชาติก่อนเราทำอะไรไว้ มันจึงโง่เง่า เต่าตุ่น ทื้อ ทำอะไรก็ไม่เป็น เราไม่เห็นไม่รู้เรื่องเหล่านี้หรอก แต่โดยเหตุที่เราไม่มีปัญญาก็เลยถือเอาเฉย ๆ นี่แหละว่าบุญวาสนาแต่ก่อนเราไม่มี จะให้บุญนั้นส่งเสริมเราเอง

 

- เมื่อไรบุญวาสนามันจึงจะส่งเสริมให้เรา เราต้องขวนขวาย ต้องแสวงหา ต้องอบรมเอาเองซี ถ้าไม่อบรมมันจะเกิดจะเป็นหรือ บุญวาสนามันจะส่งเสริมอะไรให้เราเกิดขึ้นมาก็นอนแปะก้นเพียงแค่นี้แหละ บุญวาสนาไม่มีอะไรให้เรา เรานี่แหละจำเป็นจะต้องทำ บุญก็ตัวของเรา วาสนาก็ตัวของเรา นิสัยก็ตัวของเรา เราทำให้มันเกิดขึ้นมาซี ทำแล้วมันต้องได้ ถ้าไม่ทำมันจะได้อะไร ให้เข้าใจอย่างนั้นให้ปฏิบัติอย่างนั้น มันจึงจะเจริญต่อไป

 

- พวกที่มืดมาแล้วสว่างไปนั้นดี บุคคลผู้แสวงหาประโยชน์ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องแสวงหาทางพ้นทุกข์ แสวงหาความดีเกิดขึ้นมาไม่มีใครจะเป็นนักปราชญ์มาตั้งแต่เกิด จะเป็นผู้รู้ ฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่ต้นไม่มีทั้งนั้น มันต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียน การฝึกฝนอบรมเป็นสิบ ๆ ปีกว่าจะเป็นศาสดาจารย์อาจารย์เขาได้ นั่นเรียกว่ามืดมาแต่ต้น ค่อยสว่างตอนปลาย อันนั้นดีมาก

 

- ถ้าเป็นได้อย่างนั้น บุญวาสนาบารมีมันต้องเป็นพื้นฐานของบุคคล สำหรับให้คนบำเพ็ญต่อไป พวกสว่างเบื้องต้นแล้วมืดบั้นปลาย อันนี้ไม่ดีเลย เกิดขึ้นมาเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลมเกิดในตระกูลผู้ดีมั่งคั่งบริบูรณ์สมบูรณ์ทุกประการ มีเกียรติยศชื่อเสียงอะไรต่าง ๆ แต่กลับทำตัวเป็นคนเลว ทำชั่วยิ่งร้ายไปกว่าเก่า

 

- เราสามารถที่จะทำอะไรได้ทุกอย่างเพราะมีเงินมีทอง มีชื่อเสียง มีตระกูล พ่อแม่ของเราร่ำรวย มีอำนาจวาสนา ทำดีก็ได้ ไม่ทำ กลับมาทำชั่ว เมื่อทำไปแล้วยากที่จะกลับคืนมาหาความดีได้ คือ มันเลวทรามมาแล้ว นิสัยชั่วช้าติดสันดานของตนเข้าไปแล้ว จะกลับคืนมาเป็นคนทำดีก็อับอายขายขี้หน้าเขา นั่นทำให้สังคมเสื่อม ทำให้สังคมเดือดร้อน ทำให้คนอื่นวุ่นวาย

 

- เพราะเหตุเราคนเดียวเท่านั้น เรียกว่า “สว่างมา แล้วกลับมืดไปอีก” ร้ายกาจกว่าเพื่อน ร้ายกว่าที่ว่า “มืดมา แล้วกลับมืดไปอีก” สว่างมาแล้วมืดกลับไปร้ายกว่าพวกอื่น ๆ ทุกพวก เรียกว่ารู้แล้วแกล้งทำไม่รู้

 

- โชติ โชติ ปรายโน พวกสว่างมาแล้วก็สว่างต่อไป นั้นดีมาก เราเกิดมาในตระกูลที่มั่งคั่ง สมบูรณ์บริบูรณ์ มีเกียรติยศชื่อเสียง มีเงินมีทองมากมาย มาคิดถึงตัวเราว่าอุดมสมบูรณ์ เพราะบุญวาสนาบารมีแต่เก่า อันนั้นเห็นได้ชัด ไม่ต้องเกิดอดีตญาณหรอก เห็นได้ในปัจจุบัน

 

- คนที่มีเมตตาปรานี เอ็นดูสงเคราะห์คนอื่น ตัวเองก็อยู่ในศีลธรรม แล้วก็แนะนำคนอื่นให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ ประกอบแต่การกุศล เจริญรุ่งเรืองด้วยตนเอง แล้วสอนให้คนอื่นเจริญรุ่งเรืองไปด้วย ตัวของเราก็ยิ่งได้รับความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกกว่าปกติธรรมดา

 

- เขาได้รับคุณงามความดี เขาก็นิยมนับถือยกย่องสรรเสริญผู้ที่สอนเขา นั่นแหละการทำคุณงามความดีก็เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเรารวยแล้วมีเกียรติยศชื่อเสียงแล้วก็ข่มเหงคนอื่น กลับเป็นความชั่วมืดต่อไปอีก นิสัยคนมีจริยธรรม คนทำความดีได้ความปลื้มปีติอิ่มใจแล้ว อยากสอนคนอื่น ๆ ให้ทำตามเป็นธรรมดา

 

 

ธรรมที่ควรปฏิบัติสำหรับคน 4 จำพวก นี้คือ

1. ตโม ตม ปรายโน

- เราเป็นคนทุกข์ คนจน ไม่มีสติปัญญา เลยไม่คิดจะทำสมาธิภาวนา คุณงามความดีอะไรทั้งหมด เลยหมดหนทางที่จะทำคุณงามความดีต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

- ทางที่ถูก คือ ควรจะหัดสมาธิภาวนาเพื่อแก้นิสัยบุญบารมีเดิมของตน นอกจากการภาวนาทำสมาธิแล้ว ไม่มีทางอื่นใดที่จะช่วยแก้ได้ ขอให้มีความอดทนพยายามอย่างเต็มที่ ก็จะสำเร็จตามความประสงค์

 

2. ตโม โชติ ปรายโน

- คนเราเกิดมาทุกคนต้องมืดมนด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่สว่างมาแต่เบื้องต้น ใครเกิดมาจะรู้จักดี ชั่ว ฉลาดเฉลียวมาแต่เบื้องต้น ไม่มีหรอก ถึงชาติก่อนจะเรียนรู้มาแล้วก็ตาม กลับมาเกิดใหม่ก็ต้องมาเรียนใหม่ แต่นิสัยเป็นเหตุให้เรียนได้ดีกว่าคนไม่มีนิสัย

- พระพุทธเจ้าท่านก็เกิดมาเป็นปุถุชนเสียก่อน แต่เป็นอัจฉริยะบุคคลคนหนึ่งเท่านั้น พระโสดาบันพระสกิทาคามีในชาติก่อน เมื่อกลับมาเกิดก็ต้องเป็นคนธรรมดานี่แหละ ในกามโลกไม่มีที่เกิดของเสขะบุคคล พระอนาคามีก็ไปเกิดชั้นสุทธาวาสเสียแล้ว แปลว่า เกิดเป็นคนธรรมดา แล้วนิสัยวาสนาแต่ต้นนั้นมันหากมาดลบันดาล และได้ยินได้ฟังธรรมเกิดความรู้ความฉลาดเฉียบแหลมยิ่งกว่าหมู่เพื่อน สามารถกลับตัวให้เป็นคนดี เป็นพระโสดา สกิทาคามีหรือพระอรหันต์ต่อไปได้

- นั่นแหละบุญวาสนาแท้ ไม่ใช่เอาโสดาแต่ก่อนมาเป็นโสดาเดี๋ยวนี้ จะเอาสกิทาคามีแต่ก่อนมาเป็นสกิทาคามีเดี๋ยวนี้ไม่ได้ จึงว่าเราเกิดมาแล้วเป็นคนมืดมาก่อนทุกคน แต่คนมืดนั้นพยายามตั้งใจที่จะเป็นคนสว่าง เห็นเขาทำดิบทำดีก็อยากทำดีอย่างเขา ก็ตั้งใจพยายามทำดี ความพยายามทำให้ได้รับผลสำเร็จ

- ศาสนานี้สอนให้ทำ ไม่ใช่ให้อยู่เฉย ๆ พระพุทธเจ้าสอนให้ทำทั้งนั้น ต้องพยายามทำจริง ๆ จัง ๆ จึงจะดีต่อไป เราจะไปอ้างกาลเวลา อ้างธุระกิจการงานต่าง ๆ นั้นไม่ได้ นั่นมันเป็นเพียงเครื่องประกอบอาชีพของคนเราเท่านั้น มันไม่ใช่ของเรา

- ของเราแท้ คือ การกระทำคุณงามความดี หัดสมาธิภาวนา ตั้งสติกำหนดจิต นี่แหละเป็นของเราแท้ ๆ ทีเดียว คนอื่นมาแย่งเราไม่ได้ เราทำแล้วก็เป็นของเรา การหาเงินหาทองข้าวของสมบัติต่าง ๆ มันเป็นของภายนอก ไม่ใช่ของเรา เราใช้เมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ตายไปแล้วไม่เห็นเอาไปได้สักคนเดียว ให้คิดเสียอย่างนั้น ให้ทำสมาธิภาวนาทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน อันนี้เป็นของเราแท้ ๆ ควรทำ

 

3. โชติ ตโม ปรายโน

- สว่างแล้วกลับมืด เรื่องพรรค์นี้มีมากทีเดียว เมื่อหัดสมาธิภาวนาเกิดความรู้ความฉลาด พูดจาพาทีคล่องแคล่ว เพราะเป็นของเกิดขึ้นมาในใจของตนเอง ต่อมาเกิดความประมาทในกิจวัตรและข้อวัตรต่าง ๆ ในการทำสมาธิ สมาธิภาวนาเลยเสื่อม เสื่อมแล้วคราวนี้ทำไม่ถูก ทำอย่างไร ๆ ก็ทำไม่ได้ เลยเบื่อหน่ายขี้เกียจ ในผลที่สุดเป็นพระก็สึก เป็นชีก็สละชีเสีย เป็นฆราวาสก็สละวัดเสีย เลยไปหากินตามปกติธรรมดา เลยกลับเสื่อมเสียแทนที่จะเจริญต่อไป อันนี้แหละน่าเสียดายด้วยน่าสงสารด้วย ของดี ๆ ทำมาแล้วกลับทิ้งทอดธุระเสีย

- มิหนำซ้ำบางคนยังพูดหยาบหยามดูถูกอีกว่า ศาสนานี้ทำเท่าไรก็ทำเถิด ข้าพเจ้าทำมากแล้วถึงขนาดนั้นยังไม่เป็นไป ยังเสื่อมเสียได้ จึงเป็นที่น่าเสียดายมากที่มาเหยียดหยามดูถูกการบวชการเรียน การเข้าวัดฟังธรรมและศาสนา

 

4. โชติ โชติ ปรายโน 

- พวกสว่างแล้วสว่างต่อไปนั้นดีไม่มีที่ติ โชติช่วงตลอดเวลาเลย

 

 

 

- บทสรุป ได้รวมใจความแล้วว่า ศาสนานี้สอนให้กระทำ ได้น้อยได้มากก็ทำ ถึงจะได้น้อยก็ยินดีพอใจกับการกระทำของตน เรามีมือน้อยก็รับเอาแต่ของน้อย ๆ รับเอามากเกินไปก็ไม่ได้ เรากำลังน้อยเราก็แบกก็หามเอาเท่าที่มันแบกไหวนั่นแหละ เอามากกว่านั้นก็แบกไม่ไหว หลังหัก

 

- ความยินดีตามมีตามได้ ท่านบอกว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าหาประมาณมิได้ อะไรทั้งหมดก็เหมือนกัน ไม่ว่าธรรมไม่ว่าของภายนอก มีน้อยแล้วไม่พอใจมักจะเสียหาย พอใจกับธรรมที่มีอยู่เป็นอยู่ในตัวของเรา เช่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

 

เห็นมนุษย์สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาเป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แล้วเอาทุกข์นั้นมาเทียบกับทุกข์หรือสุขของเรา แล้วจะเห็นว่าทุกข์ หรือสุขของเขานั้นจะเทียบกันไม่ได้ ในเมื่อเรามีความสุข เอาทุกข์ของเขามาเทียบกับของเรา หรือในเมื่อเรามีความทุกข์ก็ดี จะเอาความทุกข์ของเขามาเทียบกับของเรา ก็ไม่ได้เหมือนกัน

 

ความสุข และ ความทุกข์ ของสัตว์ที่เกิดมาย่อมมีเหมือนกัน แต่ทุกข์มากและทุกข์น้อยเพราะความเข้าไปยึดถือต่างหาก เราเกิดมาอยู่ในโลกอันนี้ ทุก ๆ คนจำเป็นจะต้องได้ประสบด้วยกันทั้งนั้น

 

- ผู้คิดเห็นเช่นนั้น จิตย่อมไม่มีอคติใด ๆ ในสัตว์มนุษย์ทั่วไป มีแต่ความเมตตาปรารถนาอยากจะให้เขาเหล่านั้นได้รับแต่ความสุขฝ่ายเดียว เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับความสุขพ้นจากทุกข์แล้ว ก็พอใจ อิ่มเอิบใจ เบิกบาน หรรษา หน้าตาผ่องแผ้วอยู่เป็นสุข มันเลยกายเป็น พรหมวิหารฌาน ไปในตัวนี่แหละความพอใจในธรรมที่มีอยู่ในตัว ย่อมเกิดผลประโยชน์อย่างนี้ ฉะนั้น... จึงไม่ควรดูถูกว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย

 

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป