เจโตขีลสูตร

30 มิ.ย. 2557 17:32 น. | เปิดอ่าน 522 | ความคิดเห็น 0

 

 

  "เจโตขีลสูตร" พระสูตรนี้แสดงว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนภิกษุทั้งหลาย ให้ละกิเลสอันเป็นเหมือนอย่างตะปูที่ตอกตรึงจิต และกิเลสที่ผูกพันจิต โดยตรัสสอนก่อนให้รู้จักว่า มีกิเลสอันเป็นเหมือนอย่างตะปูที่ตอกตรึงจิตอยู่ 5 ประการ เรียกสั้น ๆ ว่า "เจโตขีละ" คือ "ตะปูตอกใจ" 

 

ตะปูตอกใจ 5 ประการ 

- อันได้แก่ มีกังขา คือ สงสัยในพระศาสดา สงสัยในพระธรรม สงสัยในพระสงฆ์ สงสัยในสิกขา และมักโกรธขัดใจในสพรหมจารี คือผู้ประพฤติธรรมร่วมกันทั้งหลาย 

- สงสัยในพระศาสดานั้น ก็คือ สงสัยในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดา ว่าพระองค์ได้เป็นผู้ตรัสรู้จริงหรือ แม้ตามบทที่สวดกันว่า อิติปิโส ภควา อรหังสัมมาสัมพุทโธ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ผู้ไกลกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้เองชอบ แม้อย่างนี้ แม้อย่างนี้ ดั่งนี้เป็นต้น ทรงเป็นผู้ไกลกิเลสจริงหรือ ตรัสรู้เองชอบจริงหรือ ดั่งนี้เป็นต้น 

- มีกังขาสงสัยในพระธรรมนั้น ก็คือ สงสัยในพระธรรมที่ตรัสรู้ ว่าทรงตรัสรู้อะไร ความตรัสรู้นั้นเป็นความรู้จริง หรือว่ารู้ไม่จริงอย่างไร และธรรมะที่ทรงสั่งสอนเป็นจริงตามที่ทรงสั่งสอน หรืออย่างไร 

 

ผู้เห็นผิดในครั้งพุทธกาล 

- ในข้อนี้ก็ได้มีเรื่องเล่ามาแล้วในครั้งพุทธกาล ถึงภิกษุผู้มีความเห็นผิดบางรูป ได้คัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนเอาไว้ว่า ธรรมะข้อนี้ ๆ เป็น อกุศลธรรม ซึ่งทำอันตรายให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติกระทำ แต่ว่าข้อที่ทรงสั่งสอนเอาไว้ว่าทำอันตรายนั้น หาได้กระทำอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติกระทำไม่ เช่นทรงสั่งสอนแสดงโทษของกามต่าง ๆ แต่ว่ากามต่าง ๆ นั้นหาได้เป็นโทษดังที่ทรงสั่งสอนไว้ไม่ 

 

- มีกังขา คือ ความสงสัยในพระสงฆ์ ก็คือมีความสงสัยว่าหมู่แห่งสาวกคือศิษย์ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ปฏิบัติดีจริงหรือ เป็นผู้ปฏิบัติตรงหรือ ดั่งนี้เป็นต้น คือเป็นผู้ปฏิบัติชอบหรือ 

 

- สงสัยในสิกขานั้น ก็คือ สงสัยในข้อที่จะพึงศึกษาเล่าเรียน ที่จะพึงศึกษาปฏิบัติ เช่น ในศีล ในสมาธิ ในปัญญา ว่าที่ปฏิบัติในศีล ปฏิบัติในสมาธิ ปฏิบัติในปัญญา จะได้ผลสมจริง คือจะได้ผลดีจริงหรือไม่ หรือว่าสงสัยว่าจะให้เกิดผลที่ไม่ดีแก่ผู้ปฏิบัติ คือสงสัยในข้อที่ตนเองกำลังปฏิบัติอยู่ในศีลในสมาธิในปัญญา 

 

- มักโกรธขัดใจในสพรหมจารี คือ ผู้ประพฤติธรรมะร่วมกันทั้งหลาย ก็คือ มักจะเป็นผู้ที่มีใจน้อยโกรธง่าย หรือมักจะเพ่งโทษของผู้ที่อยู่ด้วยกัน เพราะว่า เมื่ออยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากก็อาจจะมีความประพฤติต่อกันที่กระทบกระทั่ง ไม่ถูกใจกันเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้างในบางครั้งบางคราว ก็มักจะถือโกรธง่าย ๆ ขัดใจอยู่บ่อย ๆ เพราะเหตุที่บางทีก็อาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้างจริง ๆ บางทีก็อาจเป็นเพราะความเห็นไม่ตรงกัน หรือเอาแต่ใจของตนเอง เมื่อได้เห็นการกระทำ ได้ฟังคำพูดของเพื่อนสพรหมจารีที่อยู่ด้วยกัน อันไม่ตรงกับความชอบใจของตน ก็มักจะถือโกรธขัดเคือง หรือบางทีก็มักจะมีนิสัยเพ่งโทษต่อผู้อื่น เห็นอะไรผิด หรือสงสัยว่าผิด ก็มักจะโกรธแค้นขัดเคืองไม่ถูกใจ หรือว่าบางทีก็เป็นเพราะความต้องการของตน ที่ไม่ได้สมตามความปรารถนาเกี่ยวแก่การแบ่งลาภแบ่งผลของสงฆ์ ที่บางทีก็ได้ไม่สม่ำเสมอกัน หรือเกี่ยวแก่ที่อยู่อาศัย ที่ได้รับจัดให้อยู่ ที่อาจจะเป็นที่สะดวกสบายบ้าง ไม่สู้จะสะดวกสบายบ้าง ดั่งนี้เป็นต้น ก็น้อยใจ ขัดใจ โกรธ เป็นผู้ที่มักโกรธมักขัดใจอยู่เสมอ ๆ 

 

- มีกังขาสงสัยในพระศาสดา มีกังขาสงสัยในพระธรรม มีกังขาสงสัยในพระสงฆ์ มีกังขาสงสัยในสิกขา และมักโกรธขัดใจในสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้ง 5 ข้อนี้หากเกิดขึ้น มีขึ้นในจิตใจ ก็เป็นเหมือนอย่างตะปูที่ตอกตรึงใจ ทำให้จิตใจมีทุกข์ ทำให้จิตใจมีกิเลส หรือเจริญกิเลสกองราคะหรือโลภะบ้าง กองโทสะบ้าง กองโมหะบ้าง เป็นจิตใจที่ไม่มีเสรีในอันที่จะปฏิบัติกรรมฐาน ในการที่จะปฏิบัติธรรมะ เป็นต้นว่าศีลสมาธิปัญญาให้เจริญ เพราะมีทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นอุปสรรคขัดขวาง ไม่ให้เกิดความตั้งใจที่จะปฏิบัติกรรมฐาน หรือปฏิบัติในศีลสมาธิปัญญา ขัดขวางต่อศรัทธา ขัดขวางต่อวิริยะความเพียร ต่อสติ ต่อสมาธิ ต่อปัญญา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นตะปูที่ตรึงใจ ที่ตอกใจเอาไว้ ไม่ให้ใจมีความสามารถที่จะปฏิบัติให้ดีขึ้นได้ 

 

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนให้รู้จักว่า ข้อเหล่านี้หากบังเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใด จิตใจของผู้นั้นก็เหมือนอย่างมีตะปูที่ตอกตรึงอยู่ จึงให้ปฏิบัติละเสีย ถอนตะปูที่ตรึงใจนี้ออกเสีย คือถอนกังขาสงสัยในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา และดับความมักโกรธขัดใจที่บังเกิดขึ้นในสพรหมจารีทั้งหลาย และเมื่อได้ถอนกังขาสงสัย และดับความโกรธขัดใจดังกล่าวได้ ก็เป็นอันว่าถอนตะปูใจออกได้ เมื่อถอนตะปูใจออกได้จึงจะทำให้การปฏิบัติกรรมฐาน หรือกล่าวรวม ๆ ว่าทำให้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ทำให้การศึกษาปฏิบัติพระธรรมวินัยเจริญก้าวหน้าขึ้นไปได้ 

 

 

เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ 

- อีกหมวดหนึ่งตรัสสอนให้รู้จัก เจโตวินิพันธะ คือ เครื่องผูกพันใจ อันได้แก่

  • ความติดใจ
  • ความยินดีในกาม
  • ความติดใจยินดีในกาย
  • ความติดใจยินดีในรูป
  • ความที่กินแล้วก็นอน

- และความปรารถนาต้องการเทวนิกาย คือ ความที่จะไปเกิดในหมู่เทพ คือ ปรารถนาที่จะไปสวรรค์ ทั้ง 5 ประการนี้ได้ชื่อว่า เจโตวินิพันธะ คือ เครื่องผูกพันใจ เพราะเหตุว่าผูกพันใจไว้ไม่ให้หลุดพ้นได้ ให้ติดอยู่ในกาม ในกาย ในรูป ในการเอาแต่กินนอน และติดอยู่ในสวรรค์ 

 

ตัณหาจริตอย่างหยาบ 

- เนกขัมมะ นั้นแปลกันว่าออก ก็คือ ออกบวชตามความหมายทั่วไป แต่ก็มีความหมายในทางจิตใจ ที่ใช้ได้ทั้งบรรพชิตทั้งคฤหัสถ์เหมือนกัน ก็คือออกจากความติดใจยินดีอยู่ในกามนั้นเอง เมื่อจิตไม่มีเนกขัมมะก็ไม่ได้สมาธิ 

 

ติดใจยินดีในกายนั้นก็คือในกายของตน อันนับว่าเป็นตัณหาจริตอย่างหยาบ ทำให้พอใจในการที่จะตบแต่งกาย จึงไม่คิดที่จะตบแต่งจิตใจ มุ่งแต่จะตบแต่งกาย ติดในกาย และเมื่อเป็นดั่งนี้จิตก็ออกไม่ได้ และนอกจากนี้ยังหมายถึงติดอยู่ในสุขเวทนาทางกายมากอีกด้วย เช่นมุ่งที่จะทะนุบำรุงกายให้มีความสุข จะต้องอยู่ในที่ ๆ มีความสุขทางกาย จึงเป็นอันทำให้ไม่สามารถที่จะปฏิบัติกระทำสิ่งที่จะทำให้ร่างกายเป็นทุกข์ จะตากแดดสักหน่อยหนึ่งก็ร้อนไม่ได้ จะตากฝนสักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ จะถือศีลข้อไม่นั่งไม่นอนบนที่นอนที่ยัดนุ่น ก็เจ็บกายทำไม่ได้ จะนั่งกรรมฐานสักหน่อยหนึ่งก็ปวดเมื่อยกาย ทำไม่ได้ ดั่งนี้ ก็รวมอยู่ในข้อว่าติดใจยินดีอยู่ในกาย 

 

ติดใจยินดีอยู่ในรูปนั้น ท่านอธิบายว่ารูปภายนอกต่าง ๆ ตั้งต้นแต่เครื่องแต่งกาย บ้านเรือน เครื่องแต่งบ้านเรือน และทุก ๆ อย่างจะต้องเป็นสิ่งที่สวยงาม จะต้องเป็นสิ่งที่ประณีตต่าง ๆ ความติดใจยินดีอยู่ในรูปภายนอกดังกล่าวมานี้ ก็ทำให้ขวนขวายแต่ในเรื่องของการที่จะประดับตบแต่งที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ โดยรอบมีความสวยงามวิจิตรพิสดาร จึงเป็นอันว่าไม่มีเวลาที่จะมามุ่งปฏิบัติกรรมฐาน หรือปฏิบัติธรรม คือ ไม่คิดที่จะมาตบแต่งธรรม คือ ตบแต่งกุศลธรรมทั้งหลายให้บังเกิดขึ้น 

 

การมุ่งที่สวนทางมรรคผลนิพพาน 

กินแล้วนอนก็เป็นการตัดประโยชน์ทำนองว่าชีวิตนี้ดำรงอยู่ก็เพื่อกินนอน ไม่ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ เสียทั้งทางโลกทั้งทางธรรม และความมุ่งที่จะเกิดในหมู่เทพคือมุ่งสวรรค์ ก็เป็นความมุ่งที่สวนทางกับมรรคผลนิพพาน อันเป็นวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรม 

การปฏิบัติธรรมนั้นเพื่อมรรคผลนิพพาน หรือว่าถ้าพูดอย่างสามัญลงมา ก็เพื่อความดี เพื่อความบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อสวรรค์ จะเป็นสวรรค์ในโลกนี้ อันหมายถึงว่าความสุขต่าง ๆ ในโลกนี้ ทางวัตถุ หรือสวรรค์ในโลกหน้าตามที่แสดงไว้ก็ตาม แต่ว่ามุ่งที่จะขัดเกลาตนเอง ฝึกตนเองให้เจริญด้วยธรรมะที่เป็นคุณธรรม นำให้เกิดความดีงามต่าง ๆ ทั้งในปัจุบัน ทั้งในภายหน้า และทั้งที่เป็นความดีงามอย่างยิ่งคือ "มรรคผลนิพพาน" 

 

เจโตวินิพันธะ 

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้รู้จักว่าทั้ง 5 ข้อนี้ คือ มีความติดใจยินดี อันเรียกว่าราคะ อยู่ในกาม ในกาย ในรูป และเอาแต่กินนอน กับมุ่งสวรรค์ ก็คือมุ่งความสุขทางวัตถุต่างๆ เป็น เจโตวินิพันธะ คือ เครื่องผูกพันใจ ผูกพันใจเอาไว้ให้ปฏิบัติกระทำ หรือจะเรียกว่าสิกขาศึกษาก็ได้เหมือนกัน เพื่อกาม เพื่อกาย เพื่อรูป เพื่อกินนอน และเพื่อสวรรค์ เพราะฉะนั้น จึงไม่อาจที่จะทรงจิตใจมาศึกษาธรรมะ อันเป็นคุณธรรม นำให้เกิดความดีงามต่าง ๆ ไม่ตบแต่งหรือปรุงแต่งธรรมะปฏิบัติอันเป็นส่วนดีงาม ไม่ปฏิบัติปรุงแต่ง รูปฌาน อรูปฌาน หรือพูดเป็นกลาง ๆ ว่าไม่ปฏิบัติปรุงแต่งธรรมะ ที่เป็นคุณงามความดี แม้ตั้งแต่ขั้นรูปธรรมที่เป็นส่วนดีส่วนชอบ และเอาแต่กินนอน ไม่ประกอบชีวิตใช้ชีวิตให้ทำประโยชน์อะไร และไม่มุ่งธรรมะที่เป็นคุณงามความดี มุ่งความสุขที่เป็นวัตถุ 

 


 

ธรรมะที่ให้บรรลุถึงความสำเร็จ 

อนึ่ง เมื่อได้ตรัสสอนให้ละตะปูที่ตรึงใจ ตะปูที่ตอกตรึงใจ 5 ประการ และเครื่องผูกพันใจ 5 ประการดังกล่าวนี้ ก็ได้ตรัสสอนให้อบรม อิทธิบาท คือ ธรรมะที่ให้บรรลุถึงความสำเร็จ วิมังสาความใคร่ครวญพิจารณา สำหรับเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรมะที่เป็นคุณงามความดีต่างๆ ให้บังเกิดขึ้น และตรัสเพิ่มอีกข้อหนึ่ง อันเรียกว่า (ฟังไม่ชัด) แปลกันว่าความขมักเขม้น แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วก็อาจหมายถึงขันติคือความอดทน ความอดกลั้นทนทาน ซึ่งเป็นเหตุให้สามารถมีความเพียรขมักเขม้น ปฏิบัติกิจที่พึงปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมะที่เป็นคุณงามความดี ให้สำเร็จได้อีกข้อหนึ่ง รวมเป็น 5 ข้อด้วยกัน 

 

เพราะฉะนั้นจึงรวมเป็น 15 ข้อ คือ ในด้านละเสีย 10 ข้อ ละตะปูที่ตอกตรึงใจ 5 ข้อ ละเครื่องผูกพันใจ 5 ข้อ และ "อบรมอิทธิบาท 4" กับ "อบรมขันติ" คือ ความอดทน อดกลั้นทนทาน อันทำให้ขมักเขม้นปฏิบัติกรณียะคือกิจที่ควรทำต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ รวมเป็น 15 ข้อ และเมื่อเป็นดั่งนี้แล้วก็จะสามารถปฏิบัติธรรมะที่เป็นคุณงามความดีได้ ทั้งที่เป็นประโยชน์ปัจจุบัน ทั้งที่เป็นประโยชน์ภายหน้า ทั้งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือปฏิบัติในกรรมฐาน ทางด้านสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ให้บรรลุถึงความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไปได้ 

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป