ปฏิจจสมุปบาท 1

1 ก.ย. 2557 17:53 น. | เปิดอ่าน 2,309 | ความคิดเห็น 0

ปฏิจจสมุปบาท

 

ความหมาย ไวพจน์ และคำสำคัญ

- ปฏิจจสมุปบาท ตามรูปศัพท์ มาจาก ปฏิจฺจ (อาศัย) + สมุปฺปาท (การเกิดร่วมกัน ) แปลว่า การเกิดร่วมกันโดยอาศัยกัน ในภาษาอังกฤษนิยมแปลว่า dependent origination มีบ้างที่ใช้ว่า dependent co-arising คำหลังนี้ แม้จะแปลได้ตรงตัว แต่ความลึกซึ้งและความนิยมใช้สู้คำแรกไม่ได้ เพราะให้ความรู้สึกของการเป็นต้นเหตุเกิดทุกข์ได้มากกว่า

- ปฏิจจสมุปบาท มีคำไวพจน์อยู่ด้วยกัน คือ อิทัปปัจจยตา (ความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย) ตฤต (ความเป็นเช่นนั้นเอง) อวิตถตา (ความไม่เป็นเช่นนั้นหามิได้) อนัญญถตา (ความไม่เป็นอย่างอื่น) ธัมมัฏฐิตตา (ความตั้งอยู่ตามธรรม) ธัมมนิยามตา (ความแน่นอนแห่งธรรม) และ ปัจจยาการ (อาการแห่งปัจจัย)

คำสำคัญ ถือเป็นกุญแจดอกแรกที่จะไขไปถึงเนื้อหาหลักของปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ 12 คำ ได้แก่

  1. ​อวิชชา คือ ความไม่รู้ ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ อาทิ ความไม่รู้ว่าขันธ์ 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นเป็นทุกข์ กามทั้งหลายไม่เที่ยง และความไม่รู้จักความดีความชั่วตามความเป็นจริง
  2. สังขาร คือ เจตสิกที่ปรุงแต่งให้เกิด วิญญาณ เน้นที่ เจตนา คือ ความตั้งใจ ความจงใจ เช่น เจตนาในการทำดี (ปุญญาภิสังขาร) เจตนาในการทำชั่ว (อปุญญาภิสังขาร) ยังครอบคลุมไปถึงเจตนาในการทำฌานถึงขั้นอรูปฌาน (อาเนญชาภิสังขาร)
  3. วิญญาณ คือ การรับรู้อารมณ์ (สิ่งเร้า) ต่าง ๆ ได้แก่
    • การรับรู้ทาง ตา (จักขุวิญญาณ = การเห็นรูป)
    • การรับรู้ทาง หู (โสตวิญญาณ = การได้ยินเสียง)
    • การรับรู้ทาง จมูก (ฆานวิญญาณ = การได้กลิ่น)
    • การรับรู้ทาง ลิ้น (ชิวหาวิญญาณ = การรู้รส)
    • การรับรู้ทาง กาย (กายวิญญาณ = การรู้เย็นร้อนอ่อนแข็ง)
    • การรับรู้ทาง ใจ (มโนวิญญาณ = ความนึกคิด)
  4. นาม-รูป คือ แยกเป็น นาม และ รูป ได้แก่
    • นาม คือ เจตสิก ฝ่ายเป็นกลางที่ปรุงแต่งจิตทุกขณะให้รับรู้ เช่น การกระทบอารมณ์ (ผัสสะ) การรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์หรือเฉย ๆ (เวทนา) การกำหนดหมายจนจำได้ (สัญญา) ความจงใจหรือความตั้งใจ (เจตนา) ความมีอารมณ์เดียวหรือการรับรู้อารมณ์ทีละอย่าง (เอกัคคตา, ขณิกสมาธิที่เป็นมูลรากของสมาธิอื่น ๆ) สภาวะที่ทำให้นามอื่น ๆ ทำหน้าที่ร่วมกันในแต่ละขณะ (ชีวิตนทรีย์) และการเอาใจใส่สิ่งเร้าที่มากระทบทำให้นามอื่น ๆ ตื่นตัว (มนสิการ)
    • รูป คือ ปสาทรูป (ตัวประสาทและระบบประสาท) ต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่รับ และแปรความหมายตามการปรุงแต่งของนามมี 5 คือ ประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น และประสาทกาย
  5. สฬายตนะ คือ อายตนะ อันได้แก่ ปราสาทรูปที่แก่กล้า ถึงขั้นสามารถเป็นแดนหรือสนามให้เกิดการติดต่อกับสิ่งเร้าได้ มี 6 ได้แก่
    • แดน หรือสนามติดต่อ คือ ตา (จักขายตนะ = จักขุ + อายตนะ)
    • แดน หรือสนามติดต่อ คือ หู (โสตายตนะ = โสต + อายตนะ)
    • แดน หรือสนามติดต่อ คือ จมูก (ฆานาตนะ = ฆาน + อายตนะ)
    • แดน หรือสนามติดต่อ คือ ลิ้น (ชิวหายตนะ = ชิวหา + อายตนะ)
    • แดน หรือสนามติดต่อ คือ กาย (กายายตนะ = กาย + อายตนะ)
    • แดนหรือสนามติดต่อให้เกิดการนึกคิด คือ ใจ (มนายตนะ = มน + อายตนะ) ในที่นี้เน้น มนายตนะ หรือ มโนวิญญาณ
  6. ผัสสะ คือ การปรุงแต่งจิตให้คิดต่อกับสิ่งเร้าที่มากระทบ เน้นไปที่ มโนสัมผัส (การติดต่อทางใจ)
  7. เวทนา คือ ความรู้สึกเป็นสุข (สุขเวทนา) เมื่อสัมผัสอารมณ์ที่น่าปรารถนา ความรู้สึกเป็นทุกข์ (ทุกขเวทนา) เมื่อสัมผัสกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา และความรู้สึกเป็นกลาง (อุเบกขาเวทนา) เมื่อได้สัมผัสกับอารมณ์ที่ไม่ดึงดูดใจ
  8. ตัณหา คือ ความอยาก มี 3 ได้แก่
    • ความอยากได้ กาม คือ สิ่งที่น่าปรารถนา (กามตัณหา)
    • ความอยากได้ กาม คือ ส่วนที่น่าปรารถนาคงอยู่ (ภวตัณหา)
    • ความอยากได้ กาม คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนาพ้นไปเพื่อจะได้กามใหม่ที่น่าปรารถนามาแทนที่ (วิภวตัณหา, ความเบื่อของเก่าแล้วอยากได้ใหม่)
  9. อุปาทาน คือ ความยึดมั่น ได้แก่
    • ความยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นอัตตา คือ ทำหน้าที่เสวยกาม (อัตตาวาทุปาทาน)
    • ความยึดมั่นในกามว่าทำให้อัตตาเป็นสุข (กามุปาทาน)
    • ความยึดมั่นในความเห็นผิดว่าอัตตาจะได้เสวยกามเพื่อความสุข (ทิฏฐุปาทาน)
    • ความยึดมั่นในศีลพรตอันเป็นทางทำให้อัตตาได้กามตามที่ต้องการ (สีลัพพตุปาทาน)
  10. ภพ คือ ความมี ความเป็น หมายถึง ความเป็นกรรม (กัมมภพ = การกระทำที่มาจากกิเลสและยังต้องให้ผล) ในที่นี้คือ มโนกรรม หรือ ความนึกคิดที่เกิดต่อจากที่ได้รับรู้ทางตาเป็นต้น และความเป็นผลของกรรม (อุปปัตติภพหรือวิบาก) ที่กลั่นตัวเก็บไว้ในภวังคจิต (จิตใต้สำนึก) หลังจากนึกคิดแล้วและพร้อมเกิดอีกทันทีที่มีสิ่งเร้ามากระทบถึงภวังคจิต
  11. ชาติ คือ การเกิดปรากฏของผลกรรมในขณะจิตแต่ละขณะซึ่งประกอบด้วยกิเลสอันเป็นปัจจัยให้เกิดภพ (กรรมภพ) ต่อไป รวมทั้งการเกิดมีชีวิตเป็นมนุษย์หรือสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ แต่ละภพภูมิ
  12. ชรา คือ ความเสื่อมหรือความไม่คงอยู่ของขณะจิตแต่ละขณะที่มีผลกรรมเกิดปรากฏ รวมทั้งความแก่ของร่างกายหลังจากเกิดมีชีวิตในแต่ละภพภูมิ
    • มรณะ คือ ความแตกดับของขณะจิตแต่ละขณะที่มีผลกรรมเกิดปรากฏและเสื่อม รวมทั้งความแตกดับของร่างกายหลังจากเกิดมีชีวิตในแต่ละภพภูมิ
    • โสกะ คือ ความเสียใจ
    • ปริเทวะ คือ ความคร่ำครวญ พิไร รำพัน
    • ทุกข์ คือ ความทุกข์กาย ความไม่สบายกาย
    • โทมนัส คือ ความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจ
    • อุปายาส คือ ความคับแค้นใจ

 

ปฏิจจสมุปบาทมี 2 สาย

- พระพุทธเจ้าทรงสรุปได้แล้ว่า ปฏิจจสมุปบาทมี 2 สาย คือ สายเกิดทุกข์ (สมุทยวาร) กับ สายดับทุกข์ (นิโรธวาร) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท 2 สาย นี้ให้ได้อย่างชัดเจน ดังนี้

1. สายเกิดทุกข์ คือ สายที่ต้องการอธิบายว่า ทุกข์หรือสภาวะบีบคั้นที่คนเราเผชิญอยู่นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงวางเป็นสูตรไว้แล้วว่า

   - เพราะ  อวิชชา  เป็นปัจจัยจึงมี  สังขาร

   - เพราะ  สังขาร  เป็นปัจจัยจึงมี  วิญญาณ

   - เพราะ  วิญญาณ  เป็นปัจจัยจึงมี  นามรูป

   - เพราะ  นามรูป  เป็นปัจจัยจึงมี โทมนัส สฬายตนะ อุปายาส

   - เพราะ  สฬายตนะ  เป็นปัจจัยจึงมี  ผัสสะ

   - เพราะ  ผัสสะ  เป็นปัจจัยจึงมี  เวทนา

   - เพราะ เวทนา  เป็นปัจจัยจึงมี  ตัณหา

   - เพราะ  ตัณหา  เป็นปัจจัยจึงมี  อุปาทาน

   - เพราะ  อุปาทาน  เป็นปัจจัยจึงมี ภพ

   - เพราะ  ภพ  เป็นปัจจัยจึงมี  ชาติ

   - เพราะ  ชาติ  เป็นปัจจัย  จึงมี โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส

- ปฏิจจสมุปบาท คือ การอาศัยกันเกิดของ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส และตัวการสำคัญ คือ อวิชชา ซึ่งมี ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวสนับสนุน และสุดท้ายทรงสรุปว่า ทุกข์ทั้งปวงเกิดได้อย่างนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการบอกว่าไม่มีการเกิดของทุกข์นอกเหนือไปจากนี้

2. สายดับทุกข์ คือ สายที่อธิบายว่าทุกข์ดับได้ และดับได้อย่างไร ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงวางเป็นสูตรไว้แล้วว่า

   - เพราะ  อวิชชา  ดับ  สังขาร  จึงดับ

   - เพราะ  สังขาร  ดับ  วิญญาณ  จึงดับ

   - เพราะ  วิญญาณ  ดับ  นามรูป  จึงดับ

   - เพราะ  นามรูป  ดับ  สฬายตนะ  จึงดับ

   - เพราะ  สฬายตนะ  ดับ  ผัสสะ  จึงดับ

   - เพราะ  ผัสสะ  ดับ  เวทนา  จึงดับ

   - เพราะ  เวทนา  ดับ  ตัณหา  จึงดับ

   - เพราะ  ตัณหา  ดับ  อุปาทาน  จึงดับ

   - เพราะ  อุปาทาน  ดับ  ภพ  จึงดับ

   - เพราะ  ภพ  ดับ  ชาติ  จึงดับ

   - เพราะ  ชาติ  ดับ  ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส  จึงดับ

- การดับทุกข์ คือ าติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทำได้โดยดับที่เหตุ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ และพระพุทธเจ้าทรงสรุปว่า ทุกข์ทั้งปวงดับได้อย่างนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการบอกว่าไม่มีการดับทุกข์นอกเหนือไปจากนี้

 

- ปฏิจจสมุปบาท 2 สาย หากจะพูดถึงที่มาก็ตอบได้ว่า เกิดมาจากโพธิหรือปัญญาของพระพุทธเจ้า 3 ระดับ คือ

1. ระดับสุตมยปัญญา ได้แก่ ปัญญาระดับสังเกตศึกษาปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันทั้งที่เกิดแก่ผู้อื่น และพระองค์เองแล้วจดจำพร้อมทั้งตั้งคำถามว่า ทำไม ? อย่างไร ?

2. ระดับจินตามยปัญญา ได้แก่ ปัญญาระดับคิดวิเคราะห์หาคำตอบ คำถาม ตามที่ตั้งไว้ (บางทีขั้นนี้พระองค์อาจจะยังใช้ตรรกะบ้าง)

3. ระดับภาวนามยปัญญา ได้แก่ ปัญญาระดับโพธิที่เกิจากการฝึกสมาธิและวิปัสสนา เป็นปัญญาขั้นรู้แจ้งละกิเลสได้และคลี่คลายความสงสัยลงไปตามลำดับ อยู่เหนือการใช้ตรรกะ

- ปัญญา 3 ระดับนี้ ปัญญา 2 ระดับแรกเป็นฐานให้เกิดปัญญาระดับสุดท้ายซึ่งมีสมาธิ และวิปัสสนาเป็นฐาน และจัดได้ว่าเป็น “โพธิ” คือ ปัญญารู้แจ้ง ที่พ้นจากการกำหนดหมาย การตีความ การคาดคะเนทั้งปวง

 

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป