ปฏิจจสมุปบาท 2

4 ก.ย. 2557 15:46 น. | เปิดอ่าน 1,239 | ความคิดเห็น 0

ปฏิจจสมุปบาท

 

ปฏิจจสมุปบาทในรูปของอริยสัจ

กระจายเป็นอริยสัจ

- พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งความจริงด้วยการค้นหาตามรูปแบบของ ปฏิจจสมุปบาท คือ เริ่มจากทุกข์แล้วสาวไปหาเหตุเกิดทุกข์ดังที่ได้แสดงมาแล้ว วิธีการนี้เหมาะที่ใช้ในการสืบสาวหาความจริง เนื่องจากเป็นไปตามขั้นตอน และพบการอิงอาศัยกันระหว่างทุกข์กับเหตุเกิดทุกข์ในลักษณะเป็นปัจจัยเกื้อกูลกันเกิด และด้วยวิธีการนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงทรงแยกแยะได้ชัดเจนในเบื้อต้นว่า อะไรคือทุกข์ ? แล้วจากนั้นจึงทรงศึกษาลงลึกถึงทุกข์ และเหตุเกิดทุกข์ทั้งในด้านสภาวะที่เป็นเนื้อแท้

 

- การเกิดและความเกี่ยวข้องกัน หลังจากนั้นก็ทรงศึกษาลึกถึงการดับทุกข์และทางสู่ความดับทุกข์ทั้งในด้านสภาวะการเกิดและความเกี่ยวข้องกันจนกระทั้งทรงพบว่า ทุกข์ และ เหตุเกิดทุกข์ ดับได้แน่ โดยทรงระบุว่าต้องดับเหตุหลัก คือ อวิชชา ไม่ให้เหลือ (อวิชชาย อเสสวิราคนิโรธา) เนื่องจากอวิชชาสัมพันธ์อยู่กับตัณหาและอุปาทาน

 

- เมื่อดับอวิชชาก็เท่ากับดับตัณหาและอุปาทานด้วย และเมื่อดับ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ได้ สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ  เวทนา ก็ดับ ซึ่งหมายความว่า สังขาร ฯลฯ เวทนา ที่เป็นฝ่ายอกุศลดับไป ส่วนฝ่ายกุศลที่เหลืออยู่ก็ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสเนื่องจากตัวการ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดับลงแล้ว

 

- เมื่อไม่มีกิเลสก็ไม่มีเหตุเกิดทุกข์ และเมื่อไม่มีเหตุเกิดทุกข์ ทุกข์ก็เกิดไม่ได้ แต่น่าสังเกตว่า... ในปฏิจจสมุปบาทสายดับทุกข์พระพุทธเจ้าทรงแสดงเฉพาะการดับทุกข์ไม่ทรงระบุถึงทางดับทุกข์ คือ อริยมรรค ไว้หรืออาจจะเสนอไว้เป็นนัยในคำว่า “อเสสวิราคนิโรธา” (การดับอวิชชาโดยคลายความรักออกได้ไม่มีเหลือ) ก็ได้ แต่ทรงเสนอวิธีการปฏิบัติตามอริยมรรค (วิธีทำห่างไกลจากกิเลส, วิธีที่ทำให้ละกิเลสได้) ไว้ชัดเจน

 

- เมื่อคราวที่ตรงจัดความรู้นั้นไว้ในรูปของ อริยสัจ 4 ดังปรากฏใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในที่นั้นทรงเรียกทางดับทุกข์ว่า “มัชฌิมา ปฏิปทา” คือ ทางสายกลาง ที่อยู่ระหว่างที่สุดโต่ง คือ การทรมานตนเองให้ลำบากกับการทำตนเองให้หมกมุ่นในกามสุข และทรงขยายความว่า คือ “อริยมรรคมีองค์ 8” หรือทางที่ทำให้ห่างไกลจากกิเลส 8 ประการ

 

- การที่ทรงนำขั้นตอนของปฏิจจมุปบาทมาจัดเสนอในรูปของอริยสัจ 4 ก็เพราะทรงเห็นว่าหากจะทรงสอนตามสูตรปฏิจจสมุปบาทตามที่ทรงแสดงไว้ก็จะทำให้เข้าใจยาก เพราะการไม่แยกให้ชัดเจนและการลงสู่รายละเอียดมากอาจทำให้ผู้ฟังสับสนได้ในที่สุดก็ทรงเห็นว่ารูปแบบของอริยสัจ 4 ที่ทรงปรับมาจากปฏิจจสมุปบาทนั้นเหมาะสมที่จะนำมาเสนอ

 

 

- ทรงนำ ปฏิจจสมุปบาท 2 สาย มารวมกันแล้วกระจายแต่ละสายออกไปให้เห็นชัดเจนโดยยกผลเป็นตัวตั้งก่อนแล้วตามด้วยเหตุ ดังนี้

1. สายเกิดทุกข์

- คือ สายที่กล่าวถึงทุกข์กับเหตุเกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงเสนอทุกข์ก่อน แล้วตามด้วยเหตุเกิดทุกข์ นั่นก็คือ ทรงเสนอผลก่อนแล้วตามด้วยเหตุ เนื่องจากผลปรากฏชัดเป็นที่เข้าใจง่ายทรงเรียกผลนั้นว่า ทุกข์ (สภาวะบีบคั้น) ประกอบด้วย ความเกิด ความแก่ ความตาย ความเสียใจ ความคร่ำครวญ ฯลฯ ความเครียด จากนั้นจึงทรงเสนอเหตุเกิดทุกข์ตามมาเพื่อให้สืบสาวว่าทุกข์ต่าง ๆ นั้นมาจากเหตุอะไร

 

- แต่ในที่นี้ทรงเสนอเพียงตัวเดียว คือ ตัณหา เพราะว่าเป็นเหตุเกิดทุกข์ที่มีสภาวะหยาบกว่าอวิชชาและอุปาทานและแสดงอาการออกมาชัดเจนกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ยังสัมพันธ์อยู่กับอวิชชาและอุปาทาน เนื่องจากกิเลส 3 ตัวนี้ เกิดร่วมกันเสมอไม่เคยเกิดแยกกัน ต่างแต่ว่าบางขณะตัวใดตัวหนึ่งอาจนำและที่เหลือก็เกิดคล้อยตามหรือสนับสนุน เช่น

อุปาทาน (ความยึดมั่น) ย่อมเกิดคล้อยตาม ตัณหา (ความรัก, ความอยากได้) จนมีการกล่าวว่า อุปาทานเป็นเงาของตัณหา ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ในชีวิตจริงว่า เมื่อรักมากอยากได้มาก ก็ทำให้ยึดมั่นมาก และทำให้เกิดทุกข์มาก แต่ถ้ารักน้อย อยากได้น้อย ก็ทำให้ยึดมั่นน้อย และทำให้เกิดทุกข์น้อย ส่วนตัณหากับอวิชชานอกจากเกิดคล้อยตามกันก็ยังสนับสนุนกันให้เข้มแข็ง สรุปแล้วการที่ทรงนำตัณหามาแสดงเพียงตัวเดียวก็เพราะแสดงอาการได้ชัดเจนกว่า แต่ก็ครอบคลุมทั้งอวิชชา และอุปาทานด้วย

 

2. สายดับทุกข์

- คือ สายที่กล่าวถึงการดับทุกข์กับทางหรือวิธีการดับทุกข์ พระองค์ทรงเสนอการดับทุกข์ก่อนแล้วตามด้วยวิธีการดับทุกข์ การที่ทรงเสนอการดับทุกข์ก่อนก็เพื่อให้ผู้ที่ทรงสอนเกิดความมั่นใจว่าทุกข์นั้นดับได้ แก้ไขได้แน่นอน และมีการดับอย่างเป็นขั้นตอน คือ ดับข่มไว้ด้วยการเข้าสมาธิไม่เปิดช่องให้ตัณหาเกิดขึ้นครอบงำจิต

  • (วิกขัมภนนิโรธ) คือ ดับด้วยการเข้าใจทั้งทุกข์ และเหตุเกิดทุกข์ตามความเป็นจริงซึ่งทำให้ทุกข์บรรเทาลงหรือหายด้วยวิปัสสนาเป็นการดับชั่วคราว
  • (ตทังคนิโรธ) คือ ดับด้วยการละกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดตามกำลังของปัญญาหรือมัคคญาณที่เกิดขึ้น เป็นการดับได้เด็ดขาดในแต่ละขั้น
  • (สมุจเฉทนิโรธ) คือ การดับได้เด็ดขาดนั้นทำให้จิตเกิดความสงบเย็นเนื่องจากกิเลสที่เป็นเหตุเกิดทุกข์ดับลง
  • (ปฏิปัสสัทธนิโรธ) คือ การดับกิเลสนั้นจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง กิเลสไม่กลับมาเกิดอีก (นิสสรณนิโรธ)

- การดับ 2 ขั้นตอนแรกเป็น โลกิยะ คือ ยังแปรเปลี่ยนได้ ส่วนจากการดับ 3 ขั้นตอนหลังเป็น โลกุตตระ คือ อยู่เหนือความแปรเปลี่ยน แต่การดับทุกข์ทั้งหมดนั้นเกิดมีได้เพราะการปฏิบัติตามวิธีการดับทุกข์ที่ทรงเรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ มรรคมีองค์ 8 ประด้วยด้วย

  • สัมมาทิฏฐิ (ความรู้ถูกต้อง)
  • สัมมาสังกัปปะ (ความคิดถูกต้อง)
  • สัมมาวาจา (การพูดถูกต้อง)
  • สัมมากัมมันตะ (การมีพฤติกรรมทางกายที่ถูกต้อง)
  • สัมมาอาชีวะ (การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง)
  • สัมมาวายามะ (การมีความเพียรอย่างถูกต้อง)
  • สัมมาสติ (การมีสติอย่างถูกต้อง)
  • สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิอย่างถูกต้อง)

 

- การใช้มรรคมีองค์ 8 เพื่อการดับทุกข์ ทำได้โดยเริ่มจาก สัมมาทิฏฐิ คือ ทำความเข้าใจทุกข์ที่เกิดขึ้นบีบคั้นให้ถูกต้องว่า เป็นทุกข์ประเภทใด เป็นสภาวทุกข์ คือ ทุกข์ที่เกิดเองไม่มีใครทำให้ คือ เกิด แก่ ตาย หรือ เป็นอาคันตุกทุกข์ คือ ทุกข์ที่จรมาเป็นคราวเหมือนแขกมาเยี่ยม เช่น ความเสียใจ อันเกิดจากพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นต้น ทุกข์ทั้งหมดนั้นเกิดมาจากอะไร สรุปแล้วก็คือ รู้ว่า กาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งสัมผัสทางกาย) เป็นทุกข์

 

- ความรู้ความเข้าใจย่อมมีผลต่อความคิด เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้วก็มีผลให้เกิดความคิดถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ) คือ คิดออกจากกาม (เนกขัมมวิตก) แล้วทำให้เกิดความคิดที่ดีตามมา คือ ความคิดแบบไม่โกรธ (อพยาบาทวิตก) เมื่อไม่ได้กามหรือพลัดพรากจากกาม และความคิดแบบไม่เบียดเบียน (อวิหิงสาวิตก) คือ คิดแบบไม่ทำตัวเองหรือคนอื่นให้ลำบาก

 

- ความเข้าใจย่อมมีอิทธิพลต่อการกระทำ คำพูดและการดำเนินชีวิต เมื่อคิดถูกย่อมทำให้พูดถูก (สัมมาวาจา) คือ พูดคำจริง พูดคำอ่อนโยน พูดให้เกิดความสามัคคี พูดมีหลักฐานน่าเชื่อถือ พูดถูกกาลเทศะ มีพฤติกรรมทางกายที่ถูก (สัมมากัมมันตะ) คือ มีพฤติกรรมทางกายอ่อนโยน มีพฤติกรรมทางกายเกื้อกูลช่วยเหลือคนอื่น และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง (สัมมาอาชีวะ) คือ ดำเนินชีวิตแบบไม่ผิดกฎหมายไม่ผิดศีลธรรม

 

- สัมมาทิฏฐิ (ความรู้ถูกต้อง) และ สัมมาสังกัปปะ (ความคิดถูกต้อง) ย่อมมีผลต่อการแสวงหาทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริง การเจริญสัมมาสติ (ความมีสติถูกต้อง) ด้วยการปฏิบัติตามวิธีการของสติปัฏฐานเป็นจุดเริ่มต้นของการดับทุกข์อย่างถูกต้องและตรงประเด็น มีสัมมาวายามะ คือ ความเพียร (ความกล้าแห่งจิต) ที่ถูกต้องเป็นตัวสนับสนุน ซึ่งแสดงออกมาในรูปของความกล้าต่าง ๆ คือ กล้าระวังไม่ทำบาป กล้าละความชั่ว กล้าทำความดีให้เกิดขึ้น กล้ารักษาความดีที่ทำให้เกิดมีได้แล้วให้คงอยู่ เพื่อให้เกิดสัมมาสมาธิ (ความมีสมาธิถูกต้อง) คือ มีจิตสงบถึงขั้นบรรลุฌาน แล้วสัมมาสมาธินั้นก็กลับไปหนุนสัมมาสติ สัมมาทิฏฐิ และองค์มรรคอื่น ๆ ให้เข้มแข็งพร้อมทำหน้าที่ดับทุกข์และเหตุเกิดทุกข์

 

พระพุทธเจ้าทรงเรียกแนวคำสอนนี้ว่า อริยสัจ 4 ซึ่งมีความหมายว่า

1. ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ (ประเสริฐ คือ จริงแท้ไม่ผันแปร ไม่เป็นอย่างอื่น)

2. ความจริงที่รู้แล้วทำให้ห่างไกลจากกิเลส หรือทำให้ละกิเลส

 

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป