ปฏิจจสมุปบาท 3

5 ก.ย. 2557 15:26 น. | เปิดอ่าน 1,578 | ความคิดเห็น 0

ปฏิจจสมุปบาท

 

การนำ ปฏิจจสมุปบาท มาใช้ในการแก้ไขปัญหา

- พระพุทธเจ้าตรัสว่า..

"ความสามัคคีของหมู่คณะเป็นทางให้เกิดสุข หมายความว่า การอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะที่มีความเสมอกันทั้งในด้านทรรศนะ และ พฤติกรรม ย่อมทำให้เกิดสุข ปัญหาสำคัญของการอยู่ร่วมกัน คือ ความแตกต่างทั้งด้านความเห็นและพฤติกรรม หากไม่สามารถควบคุมหรือปรับความแตกต่างนี้ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ก็ย่อมเกิดปัญหาตามมาคือ ความขัดแย้ง ซึ่งเริ่มจากความขัดแย้งระหว่างตัวบุคคลและอาจลุกลามไปจนกลายเป็นความขัดแย้งกันของหมู่คณะ พระพุทธเจ้าตรัสถึงความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ว่าสามารถขยายตัวไปเป็นการทะเลาะวิวาทด่าทอทุบตี และฉวยอาวุธเข้าประหัตประหารกันจนเกิดการบาดเจ็บล้มตาย สังคมมนุษย์ผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เว้นแม้กระทั้งสังคมไทยเรา"

 

- มนุษย์สามารถหาทางยุติความขัดแย้งได้ หากเริ่มต้นจากการใช้สัมมาสติตามดูความคิดจนเกิด สัมมาสมาธิ ไม่หวั่นไหว และใช้ สัมมาทิฏฐิ ใคร่ครวญให้รู้จักปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน จากนั้นจึงใช้ สัมมาสังกัปปะ ปรับความคิดในเชิงบวกต่อกันแล้วแสดง สัมมาวาจา เจรจาพูดคุยกันอย่างยอมรับความเป็นจริง ไม่พูดดีเข้าตัวแล้วโยนชั่วให้คนอื่น ไม่ยุแหย่ให้เกิดความแตกแยก และใช้ สัมมากัมมันตะ มีพฤติกรรมทางกายที่สอดคล้องกับคำพูด

 

- แต่ในหลายสถานการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้เข้าร่วมในการแก้ปัญหามักใช้ มิจฉาสติ จึงทำให้ตามดูความคิดไม่ทันจนเกิด มิจฉาสมาธิ มีความคิดจมอยู่กับความรัก (รักตัวเอง และพวกของตัวเอง) และความเกลียด (เกลียดคนอื่น และฝ่ายอื่น) ดังนั้น จึงไม่สามารถเจรจาพูดคุยกันด้วยดี มีแต่ใช้ มิจฉาวาจา พูดใส่ร้ายเสียดสี และมี มิจฉากัมมันตะ แสดงพฤติกรรมยั่วยุท้าทายต่อกันทำให้เกิดความโกรธความเกลียดชังระหว่างกันและเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งชีวิตประจำวันเป็น มิจฉาอาชีวะ ดำเนินชีวิตผิดทาง อย่างนี้แล้วปัญหาส่วนรวมจึงแก้ไขไม่ได้

 

- การแก้ปัญหาจะต้องให้คนในสังคมหันมาสามัคคีกันก่อนเพื่อจะได้จะเกิดสติรู้ทัน และมองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นทุกข์หรือปัญหาร่วมกัน จากนั้นจึงพร้อมกันหาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา เมื่อพบแล้วก็ร่วมหาทางแก้ไข เมื่อพบก็มั่นใจและตัดสินใจร่วมกันว่าจะต้องแก้ปัญหาให้ได้

 

 

บทสรุป

ปฏิจจสมุปบาท คือ กระบวนธรรมที่นำไปสู่การตรัสรู้ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบด้วยตัวพระองค์เองแล้วนำออกสอนชาวโลก โดยทรงปรับให้เป็นรูปแบบของอริยสัจ 4 เพื่อความเข้าใจง่าย ซึ่งจะเห็นว่าพระองค์ทรงแบ่งอริยสัจ 4 ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเกิดทุกข์ ที่ต้องกำหนดรู้หรือต้องรู้ให้ตลอด กับ ฝ่ายดับทุกข์ ที่ต้องทำให้ที่ต้องทำให้แจ้งประจักษ์ ทำให้ผู้ฟังเห็นภาพว่า ทุกข์มาจากเหตุ และทุกข์นั้นดับได้ด้วยวิธีการดับที่ต้องเริ่มต้นด้วยสติและปัญญา พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักการนี้หลักการเดียวตลอดพระชนม์ชีพ แต่ทรงใช้วิธีการสอนหลากหลาย

 

- ปัจจุบัน หลักการนี้ยังใหม่อยู่เสมอ เราสามารถนำความรู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท มาใช้แก้ปัญหา และพัฒนาได้ ทั้งระดับชีวิตส่วนตัว ระดับสังคม ระดับองค์กร และระดับโลก แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าเรามีความรู้เรื่องนี้ดีระดับไหน ความรู้ที่ดีระดับดี คือ สามารถนำมาปรับใช้ได้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา

 

- เมื่อดูการค้นพบ ปฏิจจสมุปบาท ของพระพุทธเจ้าแล้วจะเห็นว่า พระองค์ทรงใช้ปรากฏการณ์รอบตัวเป็นแหล่งความรู้ โดยทรงเริ่มมองจากข้างนอกเข้ามาหาตัวพระองค์เองจนกระทั้งทรงมั่นพระทัยว่าตัวพระองค์เองกับคนอื่นประสบปัญหาอย่างเดียวกัน แล้วจากนั้นก็ทรงค้นหาจากตัวพระองค์เองไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งทรงพบความจริงไปทีละขั้นว่า เหตุแห่งปัญหาคืออะไร ? อะไรคือเหตุหลัก ? อะไรคือเหตุรอง ? พระองค์จะแก้เหตุไหนก่อน ? และจะแก้ด้วยวิธีอย่างไร ?

 

- แม้ปัจจุบันเราจะได้ศึกษา ปฏิจจสมุปบาท ในรูปแบบสมบูรณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว แต่เราก็ยังไม่กระจ่างแจ้งเพราะยังเข้าไม่ถึง ทั้งนี้อาจมาจากการที่เราไม่ได้ฝึกใช้ปฏิจจสมุปบาทเป็นเครื่องมือตรวจสอบสืบสาวพฤติกรรมของเราที่ทำให้เกิดทุกข์หรือปัญหา จึงน่าเสียดายว่าพระพุทธเจ้าทรงมอบเครื่องครวจสอบสืบสาวทุกข์หรือปัญหาไว้ให้เราแล้ว แต่เรากลับไม่ได้ใช้เครื่องสอบนั้นให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า

 

 

 

 


ขอบคุณ

วารสารราชบัณฑิตยสถาน

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป