"ทุกข์" นั้น สำคัญไฉน

27 ต.ค. 2557 15:36 น. | เปิดอ่าน 884 | ความคิดเห็น 0

 

ความทุกข์ คืออะไร

- ท่านว่า... สรรพชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิด ล้วนตกอยู่ภายใต้ความบีบคั้นทั้งปวง ทั้งปวงเหล่านั้นเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นสุขเลย เพียงแต่เรามักไม่รู้ตัว ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป ไม่ได้เห็นเป็นทุกข์อะไร เมื่อแก้ทุกข์ได้เป็นคราว ๆ ไปก็สุข เช่นเมื่อหิว แล้วได้อาหารเข้าไปก็เป็นสุข แต่แล้วมื้อหน้า เดี๋ยวก็ทุกข์อีก เป็นอย่างนี้ร่ำไปไม่รู้จบ

 

ความทุกข์ จำแนกออกเป็น 12 ประการ คือ

  1. ชาติปิ ทุกฺขา ความเกิด เป็นทุกข์
  2. ชราปิ ทุกฺขา ความแก่ เป็นทุกข์
  3. มรณมฺปิ ทุกฺขํ ความตาย เป็นทุกข์
  4. โสโกปิ ทุกฺโข ความโศก เป็นทุกข์
  5. ปริเทโวปิ ทุกฺโข ความคร่ำครวญ พิไรรำพันบ่นเพ้อ เป็นทุกข์
  6. ทุกฺขํ ปิ ทุกฺขํ ความไม่สบายกาย เป็นทุกข์
  7. โทมนสฺสมฺปิ ทุกฺขํ ความเสียใจ เป็นทุกข์
  8. อุปายาสาปิ ทุกฺขา ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์
  9. อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข การต้องประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์
  10. ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก เป็นทุกข์
  11. ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์
  12. สงฺขิตฺเตน ปญฺจปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ (คือ กายกับใจ เป็นทุกข์)

 


 

 "เรามีทุกข์กายที่ต้องปฏิบัติให้หายทุกข์อยู่ทุกวัน"

- เราต้องหายใจ ต้องพึ่งอากาศ ไม่มีอากาศหายใจก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีอากาศหายใจ ถ้าไปอยู่ในที่อึดอัดอับทึบ เราก็จะทุกข์ อึดอัด หายใจไม่ออก เราไม่ได้เป็นนายของตัวเองเลย จะเลือกว่าตอนนี้จะหายใจ ตอนนี้จะไม่หายใจ ก็ไม่ได้ เราก็ต้องดิ้นรน แสวงหาตรงที่มีอากาศให้หายใจโล่ง ๆ

 

- เราต้องรับประทานอาหาร ไม่มีอาหาร เราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีอาหาร กายนี้ก็ยังจะหิววันละ 3 ครั้ง เราจึงต้องแสวงหาอาหาร ด้วยวิธีซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จากมนุษย์ยุคหินเดินเข้าป่าไปหากิน มาเป็นทำงาน หาเงิน มาซื้อหาอาหารใส่ท้อง ประทังความหิว ที่หิวทุกวัน วันละสามครั้ง เราไม่ได้เป็นเจ้านายตัวของเราเลย เราสั่งไม่ได้ว่าวันนี้จะรับประทาน พรุ่งนี้งดร่างกายไม่ได้งดกับเราไปด้วยเลย  เราต้องดิ้นรนเสาะแสวงหาอาหารมาเอาใจกายนี้ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รับประทานไปอิ่มแล้ว ก็ยังต้อง
ดิ้นรนแสวงหาที่เพื่อจะขับถ่ายของเสียออกมา ล้วนแต่ไม่อยู่ในบังคับเราเลย

 

- ดังนั้น ท่านจึงว่ากายเรานี้มีแต่ทุกข์ทั้งแท่ง ทุกข์กาย เมื่อยตัวก็ต้องขยับ เปลี่ยนท่า นั่งเมื่อยก็เอนนอน นอนเมื่อยก็ลุกเดิน เดินเมื่อยก็ลงนั่ง เมื่อนั่งเมื่อยก็ต้องลุกเดินอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ ยังไม่นับทุกข์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น ทุกขสัจจะ - เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นทุกข์ และอีกสารพัดทุกข์

 


 

 ที่แท้ พระพุทธองค์ทรงค้นพบว่า...

- การเปลี่ยนอิริยาบท ได้ปิดและบัง "ทุกข์" เอาไว้ แม้แต่นอนก็เถอะ ลองนอนแล้วตั้งใจไม่เปลี่ยนท่า แม้เมื่อยก็อย่าเปลี่ยน ดูสิจะทุกข์ไหม ลองดูความทุกข์นี้ว่า จะเป็นอย่างไร การรู้จักทุกข์ในกายและใจเรานี้เองที่จะนำไปสู่การเกิดปัญญาและได้พ้นจากทุกข์นี้ได้

 

- ความสืบทอดต่อเนื่องของกิริยาต่าง ๆ ได้ปิดบัง "อนิจจัง" คือ ความไม่เที่ยงเอาไว้ ความเป็นกลุ่มเป็นก้อน (เช่นขันธ์ห้า) ที่มารวมเป็นตัวเรา ได้ปิดบัง "อนัตตา" คือ ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใครเลย สั่งหรือบงการหรือกำหนดอะไรไม่ได้เลย ทั้งกายและใจ

 


 

จะออกจากทุกข์ทั้งปวงอย่างไร

พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมานานแสนนาน เพื่อค้นพบทางแห่งการออกไปจากทุกข์เหล่านี้ ซึ่งก็ทรงพบว่า จะออกจากทุกข์กายทุกข์ใจทั้งหมดนี้ได้ ก็ด้วยการกลับเข้ามาทำความรู้จักกับกายและใจนี้ให้ถ่องแท้ ด้วยการปฏิบัติ สติปัฏฐานสี่ และ วิปัสสนากรรมฐาน ฝึกสติให้รู้ตัวทั่วพร้อมในกายและใจของเรานี้เอง ไม่ต้องออกไปหาวิธีอื่นที่ไหน ไม่ต้องออกไปนอก กายนี้ใจนี้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อย่างอื่นเลย

 


 

รักษาใจให้พ้นทุกข์

"ทุกข์" กันหน่อยว่า ในเมื่อมีแต่ทุกข์ ในเมื่อกายนี้ใจนี้ มีแต่ทุกข์ "โลก" ก็เป็นทุกข์ ก็แล้วทำอย่างไรเล่าเราจึงจะออก จากทุกข์นี้ได้

 

คำตอบที่เรียบง่ายแต่ตรงประเด็นอีกคำตอบก็คือ เราก็ต้องเรียนรู้ทุกข์เหล่านี้ ศึกษาความทุกข์ รู้จักเค้าให้อย่างถ่องแท้ เห็นจริง อย่างเช่น เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาบำเพ็ญเพียร นั่งวิปัสสนาสมาธิ

  • "พยายามตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น"
  • "พยายามอย่าขยับกาย"
  • "พยายามอย่าเปลี่ยนท่า"

 

- ในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน พอทุกข์เราก็ทำให้หายทุกข์ร่ำไป เลยไม่รู้จักเค้าเสียที อาทิ เมื่อยก็เปลี่ยนท่าพรวดพราด ง่วงก็ล้มตัวลงนอนทันที หิวก็รับประทานอย่างไม่ลืมหูลืมตา

 

สติปัฏฐาน 4 (สิ่งที่เป็นสาระ) พาให้รู้จักทุกข์เหล่านี้อย่างไร ก็โดยการที่เมื่อเมื่อย ก็ลองดู ลองทำความรู้จักกับความเมื่อย หรือความปวด หรือทุกขเวทนานั้น ๆ ดูเค้าไปแบบคนดูละคร ไม่เอาตัวเข้าไปเกี่ยว กำหนดสติ รู้ไปตามความเป็นจริง เช่น...

  • "ทุกข์หนอ"
  • "ปวดหนอ"
  • "เมื่อยหนอ"
  • "ชาหนอ"
    • เป็นต้น

 

- เวลาง่วง ก็ค่อย ๆ กำหนดสติดูความง่วงไป ว่าความง่วงเป็น อย่างไร แล้วถ้าอยากนอนก็กำหนดสติดูซิว่าอาการและ ขั้นตอนในการนอนของเราเป็นอย่างไรมีอะไรบ้าง 

 

- เวลาหิว ก็ลองพิจารณาดูความหิวก่อน แล้วค่อย ๆ ตักอาหารอย่าง มีสติ เคี้ยวอย่างมีสติ และกลืนอย่างมีสติ เมื่ออิ่ม ก็ลองพิจารณา ความอิ่มว่าเป็นอย่างไร วิชาของพระพุทธองค์นี้สนุกมาก มีอะไรให้ค้นพบอีกมากมายในกายนี้ใจนี้ ได้พบแล้วก็จะทึ่งและซึ้งในความเป็นจริงของธรรมชาติ

 

- เมื่อเกิดอารมณ์ใด ๆ ก็ดูเค้าไป "โกรธ" ก็ดูอารมณ์โกรธ ดูไปด้วยสติ ดูแบบคนกำลังดูหนังดูละคร อย่าเอาตัวเข้าไป ยึดว่าเป็น "เรา" ที่โกรธ เป็นความโกรธของเรา

 

- ง่วงก็ค่อย ๆ สังเกตดูอาการง่วงว่าเป็นอย่างไร หิวมีลักษณะอย่างไร

 

- หมั่นทำความรู้จักกับสาระนี้ คือ กาย และ ใจ นี้ หรือให้ละเอียด ก็คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง นี้เอง ก็จะค่อย ๆ รู้จักธรรมทั้งปวงนี้ตามความเป็นจริงยิ่ง ๆ เห็นทุกข์ รู้จักทุกข์ ลด - ละ - เลิก กิเลสไปได้จริง ๆ ในที่สุด

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป