"อนิสงส์ของทาน" และ "ผลของทาน"

27 พ.ย. 2557 16:31 น. | เปิดอ่าน 847 | ความคิดเห็น 0

 

- ความแตกต่างระหว่าง “ผลของทาน” และ “อานิสงส์ของทาน”  ซึ่งมีกล่าวไว้ใน ทานสูตร อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต  โดยพอสรุปใจความได้ดังนี้ 

 

ให้ทานเพราะ... 

1. อยากได้รับผลแห่งทานที่ได้ให้ไป เช่น ไปเกิดในที่ดีดี ๆ ได้รับผลตอบแทนในทางใดทางหนึ่ง จากทานที่ได้ให้ไป เป็นต้น 

  • ผลของทาน - มาก 
  • อานิสงส์ - ไม่มาก 

​2. เห็นว่าให้ทานแล้วจะเป็นการสั่งสมบุญกุศลประจำตัวเรา 

  • ผลของทาน - มาก 
  • อานิสงส์ - ไม่มาก 

3. เห็นว่าพ่อแม่ปู่ยาตายายเคยทำกันมา ก็เลยทำตาม 

  • ผลของทาน - มาก 
  • อานิสงส์ - ไม่มาก 

4. เห็นว่าต้องการส่งเสริมและช่วยเหลือสมณพราหมณ์ ผู้ยังชีพจากทานที่มีบุคคลอื่นยื่นให้ 

  • ผลของทาน - มาก 
  • อานิสงส์ - ไม่มาก 

5. ต้องการเดินตามแบบอย่างของผู้มีน้ำใจในการให้ทาน 

  • ผลของทาน - มาก 
  • อานิสงส์ - ไม่มาก 

6. เพราะหวังอยากให้ใจมีความสุข เกิด ปิติ ความทุกข์จะได้ไม่ย่างกรายเข้ามา 

  • ผลของทาน - มาก 
  • อานิสงส์ - ไม่มาก 

7. เพราะเห็นว่าให้ทานจะเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจ ให้หมดจดจากกิเลสเพื่อก้าวสู่ความเป็นพระอริยะบุคคล 

  • ผลของทาน - มาก 
  • อานิสงส์ - มาก 

 

 

ท่านจะเห็นได้ว่าการให้ทาน การสร้างบุญ สร้างกุศลใดก็ตาม แม้ผลของทานและบุญกุศลจะมีมาก เช่น การได้เกิดในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ การได้เกิดเป็นเศรษฐีในโลกมนุษย์ ฯลฯ แต่ก็ไม่อาจขัดกิเลส 3 กองใหญ่ คือ โลภ โกรธ หลง ให้สูญสิ้นไปจากจิตใจได้ จริง ๆ 

 

แม้คุณภาพของจิตหรือใจเราจะเหนือกว่าสามัญชนอื่น ๆ แต่ไม่อาจตัด วัฏฏะ (การเวียนว่ายตายเกิดนั้นลง ๆ จนถึงจุดสูงสุด คือ การไม่กลับมาเกิดอีกได้) เพราะพุทธองค์ตรัสว่า....

 

- การเกิดเป็นการนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งปวงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเมื่อมีเกิด ก็ต้องตามมาด้วย

  • ความแก่ ความเจ็บ (โรคภัยไข้เจ็บ) ความตาย 
  • ความโศกเศร้า ความร่ำไห้รำพัน ความโทมนัส 
  • ความคับแค้นใจ ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก 
  • ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก 
  • ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สิ่งนั้น ฯลฯ 
    • ล้วนนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งสิ้น 

 

​- ฉะนั้น ถ้าอยากจะดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ก็จะต้องไม่มาเกิดอีก ซึ่งจะทำได้ก็ต้องตัดกิเลส 3 กองใหญ่ อันได้แก่ โลภ (รวมราคะด้วย) โกรธ หลง ให้หมดสิ้นไปให้เหลือเชื้อหลงเหลือ ดังนั้นผู้ที่ยังหวังผลจากทานที่ได้ให้ไปหรือจากบุญกุศลที่ได้ทำ ย่อมถือว่า ยังมีความอยากอยู่

 

แม้ผลของทานหรือบุญกุศลจะมีมาก เพราะคำว่า “อานิสงส์” มุ่งเน้นให้จิตหมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง ไม่ให้หลงเหลือ เพื่อหลีกหนีการเกิดนั่นเอง การสร้างบารมีนั้นจะต้องไม่หวังผลตอบแทนใดใดทั้งสิ้น จึงจะถือว่าเป็นการบารมีที่แท้จริง

 

 

 

 


อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป