ส่องกระจกแล้วย้อนดูตัวเอง

30 ส.ค. 2559 22:55 น. | เปิดอ่าน 1,404 | ความคิดเห็น 0

 

ส่องกระจกแล้วย้อนดูตัวเอง

 

1. คิดไปเรื่อย ๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ 

จิตนี้มีความสำคัญ ธรรมดาคนเราคิดอะไรมักจะไม่ค่อยรู้ตัว วันหนึ่ง ๆ คนที่จะรู้ตัวว่า คิดอะไรทำอะไรจริง ๆ มีน้อย ส่วนมากก็คิดไปตามความเคยชิน หรือตามอำเภอใจ ตามอารมณ์นี่แหละ คิดไปเรื่อย ๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราทุกวันนี้ เพราะเราไม่รู้จักความคิด คิดผิดคิดถูกก็ไม่รู้ และเมื่อคิดผิดก็เกิดทุกข์ขึ้นทันที บางครั้งก็ทุกข์เกินกว่าเหตุอีกด้วย บางครั้งเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายกายนิดหน่อย แต่จิตใจทุกข์มาก ทุกข์กายนิดหน่อย แต่ไปเพิ่มทุกข์ใจอีก เพราะเราปล่อยความคิดของเราให้คิดไปตามกิเลส ถ้าเราสามารถระงับจิต ทำใจให้สงบได้ ปัญหาก็จะเบาลง 

 

2. เขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เรา.. ไม่ถูกใจในการกระทำและคำพูดของเขา... เราโกรธเขา 

- เมื่อเราอยู่ในสังคมตั้งแต่๒คนขึ้นไป ย่อมมีบ่อยๆที่เราไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจในการกระทำ หรือคำพูดของคนรอบตัวเรา ไม่ชอบใจไม่ถูกใจในสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่เขาทำ เช่นเขาพูดธรรมดาๆของเขา ไม่มีเจตนาร้ายต่อเราเลย แต่เรารู้สึกเจ็บใจ น้อยใจ ไม่สบายใจ คิดว่าเขาพูดใส่ร้ายเรา เขาพูดไม่ดี เขาพูดให้เราเสียหาย ฉิบหาย เป็นต้น เมื่อเราเจ็บใจก็คิดโกรธ คิดปองร้ายหรือน้อยใจ อาจจะตลอดคืนหรือหลายวัน บางครั้งก็หลายสัปดาห์ หลายเดือนก็มี ใจเราเดือดร้อนเป็นนรก แต่คนที่เราโกรธ บางทีเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย..... กินสบาย นอนสบาย อยู่สบายตามวิถีทางชีวิตของเขา 

- ใครฉลาดหรือโง่กว่ากัน สมควรหรือทุกข์อย่างนี้..... คิดดูให้ดี ๆ นี่ทุกข์เพราะความคิด ทุกข์เพราะคิดผิด เราหลงตัวอยู่ว่า เราไม่เคยทำให้ใครหนักใจ ไม่เคยทำความลำบากใจให้ใคร ไม่เคยเบียดเบียนใครเลย อาจจะจริงอยู่ตรงที่ว่าเราไม่มีเจตนาเบียดเบียนใคร แต่คนที่ไม่ชอบใจ โกรธ ทุกข์ กับสิ่งที่เราทำ เราพูดก็มีเหมือนกัน อาจจะมีหลายอย่างด้วยซ้ำไป..... แต่เราไม่รู้ ต่างคนต่างทุกข์ซึ่งกันและกันอย่างนี้ ถ้าเราเห็นความโง่ของตัวเองได้ ก็จะปล่อยวางทุกข์ได้ ให้อภัยเขาได้เห็นใจเขาได้ 

 

3. บางคนขี้บ่นก็บ่นไปเรื่อย ๆ มีอะไรไม่ถูกใจหน่อยก็บ่น จนผู้อื่นเกิดความรำคาญ 

- ลูกหลานรำคาญเพราะเราทำตามความเคยชิน ไม่ถูกนิดหน่อยก็บ่น บ่นไปเรื่อย ๆ ให้ถามตัวเองว่าถ้ามีใครมาบ่นอย่างนี้เราชอบไหม เราก็ไม่ชอบ บ่นอย่างนี้ดีหรือไม่.... ไม่ดี ใครบ่น.... เราบ่นเอง บ่นแล้วใครไม่สบายใจ...... เราไม่สบายใจ คนอื่นก็ไม่สบายใจด้วย เห็นไหมว่าเมื่อคิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี ก็มีผลออกมาเป็นความไม่สบายใจ เป็นทุกข์ เมื่อเราตั้งใจศึกษาธรรมะ คือศึกษาตัวเองอย่างนี้ 

 

4. บางทีเขาทำผิดจริงๆ แต่ถ้าเราคิดเป็น เราก็ไม่โกรธหรอก 

- เขาทำแก้วแตก เขาพูดไม่เพราะ เขาขี้เกียจ เขาทำงานไม่ดีเลย เราต้องระวังใจ อย่าโกรธเลย ความผิดของเขา เอาไว้เป็นความผิดของเขา อย่าให้ทำลายใจของเรา อย่าให้ใจเสีย อย่าเสียใจเลย โกรธเขาเมื่อไหร่เราผิดทันที เป็นบาปเป็นอกุศล บาปกว่าเขา โง่กว่าเขาซ้ำไป คิดดูพิจารณาดี ๆ เขาทำแก้วแตกโดยความประมาท เราโกรธ เดือดร้อนใจเป็นนรก ถ้าขาดใจตายเดี๋ยวนี้... เป็นทุกขคติ ตกนรกจริง ๆ ถ้าเขาตายเดี๋ยวนี้เขาไม่เป็นไร ทำแก้วแตกไม่เป็นเหตุให้ตกนรก แต่โกรธเป็นเหตุให้ตกนรก คิดดูใครผิด ใครโง่ ใครบาป มากกว่ากัน เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็จะไม่โกรธ ไม่ทุกข์ คิดถูกดับทุกข์ได้ 

 

5. คนชอบยุ่งกับเรื่องของคนอื่น อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น ภาวนามากๆ ดูตัวเองมาก ๆ 

- หลวงพ่อพระโพธิญาณเถร บอกว่า... “ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90% ดูตัวเองแค่ 10%” คือคอยดูแต่ความผิดของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น ไม่ค่อยคิดจะแก้ไขตัวเอง กลับซะใหม่ ดูคนอื่นเหลือไว้ 10% ดูเพื่อศึกษาว่าเมื่อเขาอย่างนั้น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เพื่อเอามาสอนตัวเองนั่นแหละ ดูตัวเองพิจารณาตัวเอง 90% จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่ ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง โบราณมักจะพูดว่าเรามักจะเห็น “ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม” มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย เราจึงต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มาก ๆ เห็นความผิดของคนอื่นให้หารด้วย 10 เห็นความผิดตัวเองให้คูณด้วย 10 จึงจะใกล้เคียงความจริงและยุติธรรม

- เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมาก ๆ และตำหนิติเตียนตัวเองมาก ๆ แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั่นแหละ พยายามอย่าสนใจการกระทำและการปฏิบัติของคนอื่น ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั่นแหละมาก ๆ เช่น เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ แล้วเกิดอารมณ์ร้อนใจ ยังไม่ต้องบอกให้เขาแก้ไขอะไรหรอก รีบระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็สักแต่ว่าใจเย็น ๆ ไว้ก่อน ความเห็น ความคิด ความรู้สึกก็ไม่แน่..... ไม่แน่ อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้ เราอาจเปลี่ยนความคิดเห็นก็ได้ สักแต่ว่า..... สักแต่ว่า...... ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูด ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว จึงค่อยพูดจึงค่อยออกความเห็น พูดด้วยเหตุด้วยผล ประกอบด้วยจิตเมตตากรุณา ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเอง ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป

- เพราะฉะนั้น อยู่ที่ไหน อยู่ที่วัด อยู่ที่บ้าน อยู่ที่ทำงาน ก็สงบ ๆ ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิด ๆ ดูแต่ตัวเราระวังความรู้สึก ระวังอารมณ์ของตัวเองให้มาก ๆ พยายามแก้ไข พัฒนาตัวเรา.... นั่นแหละ เห็นอะไรชอบ ไม่ชอบ ปล่อยไว้ก่อน เรื่องของคนอื่นพยายามอย่าให้เข้ามาที่จิตใจเรา ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งแต่เรื่องของคนอื่นไปเรื่อย ๆ หาเรื่องอยู่อย่างนั้น เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป็นเรื่องของเราหมด มีแต่ยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจทั้งวัน อารมณ์มากจิตไม่ปกติ ไม่สบายทั้งวันก็หมดแรง พยายามตามดูจิตของเรา

รักษาจิตของเราให้เป็นปกติให้มาก ๆ ใครจะเป็นอะไร ใครจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เรื่องของเขา แม้เขาจะมาทำกับเรา ว่าเรา.... ก็เรื่องของเขา อย่าเอามาเป็นอารมณ์ อย่าเอามาเป็นเรื่องของเรา ดูใจเรานั่นแหละ พัฒนาตัวเองนั่นแหละ ทำใจให้ปกติสบาย ๆ มาก ๆ หัดฝึกปล่อยวางนั่นเอง ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการตามรักษาจิตของเรา คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข 

 

 


ขอบคุณรูปภาพ

http://www.imcreator.com/free

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป