ลมแดด เพลียแดด

20 มี.ค. 2557 11:44 น. | เปิดอ่าน 816 | ความคิดเห็น 0

 

- ความเจ็บป่วยชนิดหนึ่งที่มากับหน้าร้อนที่หลาย ๆ คนมองข้าม ได้แก่ ภาวะลมแดด เพลียแดด ทั้งที่มีอันตรายเป็นอย่างมากและเป็นสิ่งที่ป้องกันได้

 

- ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไป และเกิดการสูญเสียเหงื่อและสารน้ำไปอย่างมาก เมื่อพูดถึงโรคนี้บางท่านอาจคิดว่าน่าจะเกิดในทหารหรือนักกีฬาที่ออกกำลังกายกลางแจ้งเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วยังเกิดในเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยอีกด้วย นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศเมืองหนาวที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อนอย่างบ้านเรา เมื่อมาถึงใหม่ ๆ แล้วออกกำลังกายกลางแจ้งหักโหมหรือออกแดดนาน ๆ อาจเกิดอาการเหล่านี้ได้ เนื่องจากร่างกายยังปรับตัวกับอากาศร้อนได้ไม่ดีพอ

 

- โดยปรกติแล้วร่างกายคนเรามีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ถ้าอากาศร้อนมากจนร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นแต่ไม่ถึง 40 องศาเซล เซียส อาจเกิดอาการเพลียแดดได้ และถ้าสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับเริ่มมีอาการทางสมอง เช่น ซึม สับสน ชักเกร็ง หรือหมดสติ เรียกว่าโรคลมแดด

 

- อาการที่บ่งบอกว่าเป็นอาการเพลียแดดได้แก่ ปวดศีรษะ มึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ไม่มีแรง มีตะคริว และมีไข้ แต่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส อาการเพลียแดดเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบแก้ไขก่อนที่จะเกิดลมแดดซึ่งมีอัน ตรายถึงแก่ชีวิตได้ อาการลมแดดมีความรุนแรงกว่าเพลียแดด และต้องได้รับการแก้ไขอย่างฉุกเฉิน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนเพลียแดด แต่มีตัวแดง ร้อนจัด (เกิน 40 องศาเซล เซียส) ผิวแห้งไม่มีเหงื่อ หอบหายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว มีอา การทางสมอง เช่น เห็นภาพหลอน สับสน หงุดหงิด ชักหรือหมดสติ ภาวะนี้สามารถทำให้เกิดตับและไตวาย กล้ามเนื้อสลายตัว หัวใจเต้นผิดจังหวะ น้ำท่วมปอด เกิดลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด และช็อกได้

 

- ภาวะนี้เกิดได้กับทุกคนที่ถูกแดดจัดหรืออยู่ในที่ที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ได้ง่ายขึ้นได้แก่ "เด็กเล็ก" "ผู้สูงอายุ" "คนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง" เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคทางสมอง ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่ดี ช่วย เหลือตัวเองได้น้อย ผู้ที่ติดเหล้า นักกีฬา คนงาน เกษตรกร หรือทหารที่ต้องออกกำลังอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน นอกจากนั้นผู้ที่ได้รับยาบางชนิดอาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้ง่ายขึ้นถ้าอยู่ในที่ร้อน ๆ นาน ๆ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย ยากันชัก ยาทางจิตเวชบางชนิด ยาลดน้ำมูก ยาแก้หวัด ยาลดความดัน ยาโรคหัวใจบางชนิด ยาไทรอยด์

 

 

หากพบผู้ที่น่าสงสัยว่ามีภาวะลมแดดดังข้างต้นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล โดยในระหว่างนั้นควรดูแลผู้ป่วยโดย

1. รีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่อากาศร้อน นำเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์ ถ้าไม่มีแอร์ให้เปิดพัดลม และหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท

2. ถ้าผู้ป่วยยังไม่หมดสติให้ดื่มน้ำเย็น แต่ไม่ต้องให้ยาลดไข้แอสไพริน หรือพาราเซตามอล

3. พ่นละอองน้ำบนตัวผู้ป่วย และใช้พัดหรือพัดลมเป่า หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวผู้ป่วย

4. ถ้าผู้ป่วยมีอาการชักเกร็งควรรีบทำบริเวณรอบ ๆ ให้โปร่งโล่งอากาศถ่ายเทได้ดี หรือให้เอาสิ่งกีดขวางรอบตัวที่อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายได้ออก

5. ถ้าผู้ป่วยหมดสติ และมีอาเจียน ให้จับศีรษะผู้ป่วยหันไปด้านข้าง เพื่อลดโอกาสการสำลัก

 

 

การป้องกันสามารถทำได้ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก ติดต่อกันเป็นเวลานานในช่วงที่อากาศร้อนจัด ถ้าจะออกกำลังกายกลางแจ้งเลือกทำในช่วงเช้าหรือเย็น

2. ในช่วงที่อากาศร้อน สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง ไม่หนา ระบายอากาศดี สีอ่อน สวมหมวกหรือถือร่มกัน แดด ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า 15

3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟก่อนออกกำลังกาย

4. ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อนจัด อย่าเพิ่งออกกำลังกายหักโหมในที่ร้อน เมื่อไปประเทศเมืองร้อนให้ร่างกายมีการปรับตัวอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์

5. ควรหลีกเลี่ยงสถานที่มีอากาศร้อนจัดสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือต้องรับประทานยา ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ สมควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน ๆ

6. ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย หรือเด็กเล็กควรระมัดระวังเรื่องอุณหภูมิอากาศ ไม่ให้ร้อนอบอ้าว และควรให้ได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอ

 

 


- ภาวะนี้เป็นภาวะที่อันตรายแก่ชีวิต แต่สามารถ ป้องกันได้ถ้าหากทุกคนมีความตระหนักและรู้วิธีการป้องกัน

 

ขอบคุณ

สสส.

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป