ใส่ใจดวงตาก่อนสาย

31 มี.ค. 2557 12:03 น. | เปิดอ่าน 682 | ความคิดเห็น 0

 

- ในอดีตโรคทางสายตาโดยส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ทำให้คนในวัยหนุ่มสาวมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว

 

- แต่ปัจจุบันพบว่าเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ของคนไทยทั้งประเทศต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำทุกวันในการเรียนหรือการทำงาน โดยใช้เวลาส่วนใหญ่กับการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต หรือเช็กเมล์อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และยังใช้นอกเหนือจากเวลาเรียนและการทำงานด้วย โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานในปัจจุบันอยู่ในยุค Look At "ME Generation" หรือ Gen Me ยุคที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ด้วยกันเอง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "สังคมก้มหน้า" ที่ผู้คนรอบตัวต่างจดจ้องอยู่กับ "หน้าจอ" ของตัวเอง หรือเรียกได้ว่า "ชีวิตติดจอ" โดยไม่สนใจคนรอบข้าง ทำให้เราใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

- พญ.วรางคณา ทองคำใส จักษุแพทย์ หัวหน้าฝ่ายบริการทางการแพทย์ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า คนยุคใหม่มีไลฟ์สไตล์แบบ "ชีวิตติดจอ" ใช้จอต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ จอแทบเล็ต หรือจอสมาร์ตโฟน ในการอัพเดทสถานะ โซเชียลมีเดีย เล่นเกม ดูหนัง ดูซีรี่ส์ ส่งข้อความ ซื้อของออนไลน์ ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ทำให้เราใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพบว่าเราใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และจอต่างๆโดยเฉลี่ยวันละ 8-10 ชั่วโมงทีเดียว

 

- การที่คนเราใช้สายตาส่วนใหญ่ในการจ้องมองหน้าจอ หรือจ้องตัวหนังสือที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงจอสมาร์ตโฟนนาน ๆ นั้น จะส่งผลให้กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก เพิ่มโอกาสที่จะทำให้สายตาเสียได้มากกว่าการอ่านหนังสือหรือทำงานในกระดาษ โดยจากสถิติพบว่าถ้าคนเราใช้สายตาอยู่กับหน้าจอต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมง/วัน จะทำให้เกิดอาการตาเบลอ ตาแห้ง แสบตา สู้แสงไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่คุณไม่รู้ตัว และหากเราใช้สายตามากขึ้น ความรุนแรงของอาการจะยิ่งมากจนเกิดอาการคอมพิวเตอร์วิชั่น ซินโดรม ซึ่งนอกจากจะมีอาการทางสายตาแล้ว ยังมีอาการของกล้ามเนื้อด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยบ่า ต้นคอ ถ้าปวดมากอาจทำให้นอนไม่หลับ และพักผ่อนไม่เพียงพอ และเป็นสาเหตุของโรคอื่นตามมาได้

 

- ฉะนั้น เราควรเริ่มดูแลและถนอมสายตาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนสายเกินแก้ เพราะดวงตาของเรามีคู่เดียว ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน หากต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือใช้สมาร์ตโฟนควรหมั่นพักสายตาและกะพริบตาบ่อย ๆ อย่างน้อย 10-15 ครั้งต่อนาที

 

- ที่สำคัญควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงสายตาเช่น "วิตามินเอ" ที่ผลงานวิจัยระบุว่าช่วยในการมองเห็น และยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดภาวะตาแห้ง และเลือกรับประทานผลไม้ที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งพบ มากในผักและผลไม้ต่าง ๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่าง ๆ เช่น บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และแบล็กเคอร์ แรนต์ เป็นต้น โดยมีการวิจัยพบว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีแอนโธไซยานิน ช่วยคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา ช่วยการมองเห็นในเวลากลางคืน และช่วยให้การไหลเวียนเลือดในเส้นเลือดฝอยดีขึ้น

 

- นอกจากการบำรุงสุขภาพตาแล้ว สุขภาพร่างกายก็สำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ดวงตาดีขึ้น หากต้องออกแดดหรือขับรถควรสวมแว่นกันแดด และควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพดวงตาปีละครั้ง หากมีอาการผิดปรกติเกี่ยวกับการมองเห็น ตาแดง ปวดตา หรือเคืองตา ควรรีบไปพบจักษุแพทย์

 

 

 

 


ขอบคุณ

โลกวันนี้วันสุข

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป