ใจสั่น มือสั่น มึนศีรษะ... เกิดจาก?

21 เม.ย. 2557 11:47 น. | เปิดอ่าน 18,367 | ความคิดเห็น 0

 

- ลองสำรวจตัวเองดูว่า ทานอาหารเป็นเวลหรือเปล่า ทานยาอะไรมากไปหรือเปล่า? ออกกำลังกายหนักเกินไป อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นภาวะแทรกซ้อน ที่น้ำตาลในเลือดต่ำโดยทั่วไปถือว่าต่ำกว่า 70 มก./เปอร์เซ็นต์ โดยที่มีอาการแสดงของน้ำตาลในเลือดต่ำ สาเหตุอาจจะเกิดจากรับประทานยามาก, ไตเสื่อม หรือ ไม่ได้รับประทานอาหารตามเวลา

- เมื่อไรจึงจะเรียกว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ Hypoglycemia?

- การจะวินิจฉัยว่าน้ำตาลในเลือดต่ำอาศัยเกณฑ์ 3 ประการ ได้แก่

  • พลาสม่ากลูโคสต่ำกว่า 70 มก./เปอร์เซ็นต์
  • มีอาการและอาการแสดงของน้ำตาลต่ำ
  • อาการหายไปเมื่อได้รับน้ำตาลหรือกลูโคส

(จะทราบได้อย่างไรว่าเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ?)

 

อาการ และอาการแสดงของน้ำตาลในเลือดต่ำแบ่งออกเป็นสองประเภท

1. อาการเกิดขึ้นอัตโนมัติ คือ อาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิคสูง มือสั่นกระสับกระส่าย คลื่นไส้ เหงื่อออก ชา รู้สึกหิว หากเกิดอาการดังกล่าวให้หาน้ำผลไม้หรือนมหนึ่งกล่องทันที

2. อาการสมองขาดกลูโคส คือ เมื่อสมองขาดน้ำตาลจะมีอาการอ่อนเพลีย ผิวหนังจะเย็น และชื้น อุณหภูมิร่างกายต่ำ มึนงง ปวดศีรษะ ความจำลดลง สับสน ปฏิกิริยาตอบสนองลดลง ตาพร่า พูดช้า ง่วงซึม หลงลืม พฤติกรรมเปลี่ยน บางคนมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกคล้ายหลอดเลือดสมอง หากอาการเป็นมากจะชักและหมดสติได้

 

 

การประเมินความรุนแรงของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

- ความรุนแรงของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับตามอาการ และอาการแสดงที่ปรากฎ และความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่

1. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำระดับไม่รุนแรง Mild hypoglycemia

- หมายถึง ผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำแต่ไม่มีอาการออโตโนมิคเช่นอาการใจสั่น ผู้ป่วยสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

2. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำระดับปานกลาง Moderate hypoglycemia

- หมายถึง ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำ และมีอาการออโตโนมิค และอาการสมองขาดกลูโคสเกิดขึ้นเล็กน้อยหรือปานกลาง ผู้ป่วยสามารถแก้ไขด้วยตนเอง

3. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำระดับรุนแรง Severe hypoglycemia

- หมายถึง ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองต้องอาศัยผู้อื่นช่วยเหลือ หรือรุนแรงมากจนหมดสติหรือชัก

 

 

ใครที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

- รายที่ได้รับการฉีดอินซูลิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการงดเว้นอาหาร หรือภายหลังการออกกำลังกาย

- กินยา sulfonylurea โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่ออกฤทธิ์ยาว

- การงดเว้นอาหาร หรือกินอาหารน้อยลง กินผิดเวลา หรือมีการปรับชนิดของอาหารทำให้มีแป้งลดลง

- ออกกำลังเพิ่มมากขึ้น

- การดื่มแอลกอฮอล์

- ผู้ป่วยสูงอายุ

- ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ

- ร่างกายไวต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น เช่น น้ำหนักลด ออกกำลังเพิ่มมากขึ้น

- เคยเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำระดับรุนแรง

- เคยเกิดน้ำตาลต่ำแต่ไม่มีอาการ

- ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นโรคไต อาจจะมีการคั่งของยา

- การได้รับยาไม่เหมาะสม ชนิด ขนาด วิธีใช้ไม่เหมาะสม

- ได้รับยา beta-adrenergic blocker

 

 

 

การวินิจฉัย

  • ถ้าหากมีอาการดังกล่าวให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหากพบว่าต่ำกว่า 50 มก. ก็วินิจฉัยได้

 

 

การป้องกัน

  • ต้องตรวจหาระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยา การกินอาหารให้ตรงเวลา รวมทั้งการออกกำลังกาย
  • มีความรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเบื้องต้น

 

 

การรักษา

1. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ระดับไม่รุนแรง และ ระดับปานกลาง

- ภาวะนี้อาจจะเกิดที่บ้านหรือที่โรงพยาบาล หากเกิดอาการของน้ำตาลต่ำและมีเครื่องเจาะเลือดก็ให้เจาะเลือดถ้าผลน้ำตาลในเลือดต่ำก็ให้ดำเนินการ ดังนี้

  • ให้รับประทานอาหารที่มีแป้ง 15 กรัม เช่น น้ำส้มคั้นหนึ่งแก้ว น้ำอัดลม 180 ซีซี น้ำผึ้งสามช้อนชา ขนมปังหนึ่งแผ่น นมสดหนึ่งกล่อง กล้วยหนึ่งผล โจ๊กหรือข้าวต้มครึ่งถ้วย อาการมักจะดีขึ้นหลังได้รับอาหารดังกล่าว
  • หลังจากรับประทานอาหารดังกล่าวไปแล้ว 15 นาที ให้เจาะเลือด
  • หากน้ำตาลยังต่ำกว่า 70 มก/เปอร์เซ็นต์ ก็ให้รับประทานอาหารดังกล่าวเบื้องต้นอีกชุดหนึ่ง
  • หากอาการดีขึ้นระดับน้ำตาลมากกว่า 80 มก/เปอร์เซ็นต์ ก็ให้รับประทานอาหารตามปกติ หากต้องรออาหารปกตินานเกินหนึ่งชั่วโมงก็ให้อาหารว่างรับประทานไปก่อน
  • สำหรับท่านที่ไม่มีเครื่องเจาะน้ำตาลแนะนำให้ท่านรับประทานขนมปังหรือนมหนึ่งกล่องรอสิบถึงสิบห้านาทีหากไม่หายให้รีบพบแพทย์

2. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำชนิดรุนแรง

- สำหรับผู้ป่วยที่พอจะรู้สึกตัวก็ให้ดื่มน้ำหวานก่อนนำส่งโรงพยาบาล หากผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวก็แนะนำว่าไม่ควรที่จะให้ดื่มหรือรับประทานอาหารเพราะจะทำให้ผู้ป่วยสำลักและเกิดปอดบวมได้

 

 

การป้องกัน

- กลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ มีโรคไตโรคตับร่วมด้วย การรับประทานยา อาหารควรจะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และควรจะมีเครื่องเจาะน้ำตาลเพื่อตรวจน้ำตาล

- ผู้ป่วยเบาหวานทุกท่านควรที่จะเจาะเลือดวัดระดับกลูโคสด้วยตัวเอง เพื่อให้การควบคุมเบาหวานได้ดียิ่งขึ้น

- แนะนำคนใกล้ชิดให้ทราบอาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ และวิธีการแก้ไขเบื้องต้น

- ควบคุมอาหารตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และจำกัดอาหารแต่ละมื้อให้พอเหมาะ ไม่มาก หรือ น้อย เกินไป

- รับประทานยา หรือ ฉีดยาตามแพทย์สั่ง

- หากออกกำลังกายมากกว่าครึ่งชั่วโมงต้องได้รับอาหารว่างเสริม เช่น นมหนึ่งแก้ว หรือ ขนมแครกเกอร์ 1 แผ่นก่อนออกกำลัง

- ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ

- หากต้องรับยาชนิดอื่นต้องปรึกษาแพทย์

- แจ้งเพื่อนร่วมงานและครอบครัวว่าท่านเป็นเบาหวานพร้อมทั้งวิธีช่วยเหลือเมื่อท่านเกิดอาการ

- ควรมีลูกอมพกติดตัว

- พกบัตรเบาหวานประจำตัว

 


 

 น้ำตาลในเลือดต่ำมากก็เป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เเต่ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะต้องทานหวานหรือลูกอมเสมอไป เพราะเบาหวาน มี 2 ประเภท

1. เบาหวานประเภทน้ำตาล ขึ้น-ลง สวิง แบบนี้ ต้องพก

2. เบาหวานประเภทน้ำตาล ขึ้นแล้วค่อย ๆ ลงไม่สวิง แบบนี้ ถ้าเติมน้ำตาลเข้าไปมากก็มีโอกาสน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปค่ะ

- ทางที่ดี ควรเจาะเลือดหาสาเหตุบ่อย ๆ นะคะ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน....... 

 

 

ขอบคุณ

หมอแอน

(แพทย์แผนไทย ธิติมา อุ้ยคำ บว., บภ.)

 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป