"โรคธาลัสซีเมีย"

2 พ.ค. 2557 12:25 น. | เปิดอ่าน 742 | ความคิดเห็น 0

"ธาลัสซีเมีย" พบมากในไทย

- ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคซึ่งมีคนไทยเป็นกันเยอะมาก แต่ความรู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย กลับมีคนรู้น้อย รศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง/หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา/ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า โรคนี้เป็นการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ลักษณะก็คืออาการซีด โลหิตจาง ดังนั้น หลายคนจึงเรียกโรคนี้ว่า "โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย"

 

- โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นโรคเลือดจางที่มีสาเหตุมาจากมีความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้มีการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดผิดปกติ จึงทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ แตกง่าย ถูกทำลายง่าย ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จึงมีเลือดจาง โรคนี้พบได้ทั้งหญิงและชายปริมาณเท่า ๆ กัน ถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ทางพันธุกรรมพบได้ทั่วโลก และพบมากในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

 

- ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ร้อยละ 1 และพบผู้ที่มีพาหะนำโรคถึงร้อยละ 30-40 คือประมาณ 20-25 ล้านคน เมื่อพาหะแต่งงานกันและพบยีนผิดปกติร่วมกัน ก็อาจมีลูกที่เกิดโรคนี้ได้ ซึ่งประมาณการว่าจะมีคนไทยเป็นมากถึง 500,000 คน โรคนี้ทำให้เกิดโลหิตจางโดยเป็นกรรมพันธุ์ของการสร้างเฮโมโกลบิน ซึ่งมีสีแดงและนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายส่วนต่าง ๆ 

 

- วิธีการสังเกตว่าใครเป็นหรือไม่เป็น หรือว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ ให้ดูจากผลการตรวจเลือดประจำปีว่ามีความผิดปกติของเม็ดเลือดหรือไม่

 

- ส่วนอาการที่สังเกตได้ ผู้ป่วยจะมีอาการซีด ตาขาวสีเหลือง ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต ผิวหนังดำคล้ำ กระดูกใบหน้าจะเปลี่ยนรูป มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มนูนสูง คางและขากรรไกรกว้างใหญ่ ฟันบนยื่น กระดูกบาง เปราะ หักง่าย ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าคนปกติ แคระแกร็น ท้องป่อง ในประเทศไทยมีผู้เป็นโรคประมาณร้อยละ 1 ของประชากรหรือประมาณ 6 แสนคน 

 

- โรคเลือดจางทาลัสซีเมียมีอาการตั้งแต่ไม่มีอาการใด ๆ จนถึงมีอาการรุนแรงมากที่ทำให้เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือหลังคลอดไม่เกิน 1 วัน ผู้ที่มีอาการจะซีดมากหรือมีเลือดจางมาก ต้องให้เลือดเป็นประจำ หรือมีภาวะติดเชื้อบ่อย ๆ หรือมีไข้เป็นหวัดบ่อย ๆ ได้ มากน้อยแล้วแต่ชนิดของทาลัสซีเมียซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้ง แอลฟา-ทาลัสซีเมีย และ เบต้า-ทาลัสซีเมีย 

 

- สำหรับผู้สงสัยว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ ควรพบและปรึกษาแพทย์ หรืออย่างน้อยที่สุด การตรวจสุขภาพประจำปี จะเป็นสิ่งที่ช่วยได้ เพราะจะทำให้รู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนต่อโรคนี้ ขณะที่วิธีการรักษาในปัจจุบัน ก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการให้เลือด การเปลี่ยนถ่ายกระดูก การเปลี่ยนยีน ฯลฯ ซึ่งสิ่งนี้ควรได้รับชี้แนะจากแพทย์โดยตรง

 

 

 

 



ขอบคุณ

Manager Online

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป