น้ำผึ้ง สมุนไพรตัวเอกของบ้าน

28 พ.ค. 2557 11:58 น. | เปิดอ่าน 1,088 | ความคิดเห็น 0

 

- น้ำผึ้ง คือ น้ำหวานที่ผึ้งเก็บมาจากต่อมน้ำหวานของดอกไม้ (nectar) แล้วนำมาเก็บไว้ในหลอดรวงผึ้ง จากนั้น น้ำผึ้ง จะค่อย ๆ บ่มตัวเองจนได้ระดับที่เหมาะสมกับการเก็บรักษา ผึ้งงานก็จะปิดฝาหลอดรวง เราเรียก น้ำผึ้ง นี้ว่า "น้ำผึ้งสุก" เป็นน้ำผึ้งที่ได้มาตรฐาน คือ มีน้ำอยู่ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ มีส่วนผสมของน้ำตากลูโคส และ ฟรุกโตส ไม่มีการแยกสี ไม่แยกชั้น ไม่เกิดตะกอนและน้ำผึ้งที่ดีจะต้องมาจากกระบวนการผลิตจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่ดี และได้มาตรฐานอีกด้วย

- น้ำผึ้ง เป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานสูง ทั้งนี้เนื่องจากน้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลย่อยง่ายถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เช่น น้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลมอลโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลบริสุทธิ์ และปราศจากเชื้อโรค เพราะจุลินทรีย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำผึ้งได้ นอกจากนี้ยังมี โปรตีน แร่ธาตุ กรด และส่วนประกอบอื่น ๆ

 

สรรพคุณของน้ำผึ้ง

- คือ แก้อักเสบ สามารถใช้ได้กับแผลในปาก เจ็บคอ แผลพุพอง น้ำร้อนลวก แก้นอนไม่หลับ เสียงแหบ เป็นหวัด ปากแห้งคอแห้ง ใช้ น้ำผึ้ง ผสมมะนาว จะได้ผลดี คออักเสบเรื้อรัง ให้ดื่ม น้ำผึ้ง เป็นประจำเช้า เย็น ครั้งละ 1 แก้ว

- นอกจากนี้ น้ำผึ้ง ยังช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก และยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้น และช่วยระงับประสาท อาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น ท้องไม่ผูก และยังสามารถช่วยผู้ป่วยโรค กรดไหลย้อนได้ด้วย

 

วิธีการดื่ม น้ำผึ้ง

1. ใช้ชงกับน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น ไม่ชงกับน้ำร้อนจัด

2. ทาบริเวณแผล

3. เจ็บคอ อม น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาแล้วค่อย ๆ กลืน

- น้ำผึ้ง ไม่มีการจำกัดปริมาณการบริโภค สามารถใช้ หรือดื่ม ได้ตามใจชอบ

 

วิธีการเก็บรักษา น้ำผึ้ง

- สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติได้ 3 ปี โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น

 

"น้ำผึ้งป่า" กับ "น้ำผึ้งเลี้ยง" แตกต่างกันอย่างไร

- น้ำผึ้งป่า คือ น้ำผึ้งที่เกิดจากรังผึ้งที่อยู่ตามธรรมชาติ โดยผึ้งจะเก็บเกสรของดอกไม้ที่ได้จากแหล่งที่ใกล้กับรัง โดยหากนำมาคัดแยกผลิตภัณฑ์จะทำให้เกิดการรวมตัวของจำพวก ไขผึ้ง เกสร และซากตัวอ่อนปะปนใน น้ำผึ้ง ที่เก็บได้ แต่ในส่วนของ

- น้ำผึ้งเลี้ยง คือ การนำผึ้งไปเลี้ยงตามแหล่งอาหาร จะทำให้สามารถควบคุมแหล่งอาหารของผึ้ง รวมทั้งการคัดแยกผลิตภัณฑ์สามารถควบคุมคุณภาพได้

 

 

ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถทานน้ำผึ้งได้หรือไม่

- เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีความรุนแรงหลายระดับ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน แต่หากเป็นระดับที่ยังสามารถทานหวานได้บ้างเล็กน้อย การทานน้ำผึ้งย่อมดีกว่าการทานน้ำตาลทราย เนื่องจากน้ำตาลใน น้ำผึ้ง ประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสและฟรุกโตสเป็นส่วนใหญ่ รวมเรียกว่า น้ำตาลอินเวิร์ท (Invert sugar) ซึ่งน้ำตาลดังกล่าวมีความหวานกว่าน้ำตาลทราย เราจึงทานน้ำตาลในปริมาณที่ลดลง อีกประการหนึ่งคือ น้ำผึ้ง จะมีวิตามิน เกลือแร่ และองค์ประกอบอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการทานน้ำตาลทราย

 

น้ำผึ้ง กับการบำบัด แผลเบาหวาน

น้ำผึ้ง อีกทางเลือกหนึ่งของความหวาน (บทความจาก ใกล้หมอ)

- ความหวาน เป็นอีกหนึ่งรสชาติที่หลายคนชื่นชอบ น้ำตาลจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ชอบความหวาน แต่น้ำตาลก็เป็นสิ่งที่นักโภชนาการเพ่งเล็ง เป็นหนึ่งในสามทหารเสือ หวาน มัน เค็ม ที่ต้องจำกัดการบริโภค เนื่องจากทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้หลายประการ ตั้งแต่ ฟันผุ ไปจนถึงโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือด เช่น เบาหวาน หลายคนจึงเลือกที่จะหันมาเติมน้ำตาลเทียมในอาหารและเครื่องดื่มแทน ซึ่งก็เป็นการดีโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเบาหวาน ซึ่งนักโภชนาการแนะนำให้ใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลในอาหาร

- น้ำผึ้ง ก็เป็นสารให้ความหวานอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ให้ความหวานแบบไม่เป็นอุปสรรคต่อการควบคุมน้ำหนัก มาลองพิจารณากันว่าทำไม น้ำผึ้ง จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางสำหรับคนชอบความหวานแต่พยายามที่จะลดลงเพื่อสุขภาพ ลองหันมาพิจารณา น้ำผึ้ง แทนน้ำตาลก่อนในขั้นแรก สลักกับน้ำตามเทียมบ้าง เพื่อลดปริมาณน้ำตาลทรายฟอกขาวลงไป

- น้ำผึ้ง เป็นความหวานที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งได้มาจากการที่เจ้าผึ้งตัวเล็ก ๆ ต่อยเจ็บ เก็บหรือดูดน้ำหวานมาตอนที่ไปตอมเกสรดอกไม้ แล้วเก็บกักไว้ในกระเพาะ ที่ซึ่งจะถูกย่อยด้วยเอ็นไซม์ ซึ่งต่อมา น้ำผึ้ง ที่ย่อยแล้วจะถูกนำมาเก็บไว้ใยหลอดรวงผึ้ง และค่อย ๆ ระเหยเอาน้ำออกจนได้ น้ำผึ้ง ที่มีน้ำตาลที่เข้มข้นในระดับที่เหมาะสมกับการเก็บรักษา ผึ้งงานก็จะทำการปิดฝาหลอดรวงผึ้ง เราจึงเรียก น้ำผึ้ง ที่เหมาะสมกับการเก็บรักษานี้ว่า "น้ำผึ้งสุก"

 

ทำไม น้ำผึ้ง จึงดีต่อร่างกาย

- เหตุที่ น้ำผึ้ง ดีต่อร่างกายเป็นเพราะ น้ำผึ้ง มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณร้อยละ 20 ส่วนน้ำตาลที่เป็นตัวให้รสชาติหวานก็จะมีอยู่ประมาณร้อยละ 79 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลูโคสและฟรุกโตส โดยที่มีฟรุกโตสมากกว่ากลูโคสเล็กน้อย ทำให้ น้ำผึ้ง ไม่เกิดการตกผลึกง่าย และมีรสชาติที่หวานกว่าน้ำตาลชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ น้ำผึ้ง ยังมีส่วนผสมของกรดชนิดต่าง ๆ อีก 0.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลให้ น้ำผึ้ง มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย และยังมีแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบอีกร้อยละ 0.5 น้ำผึ้ง ที่มีสีเข้มจะมีปริมาณของแร่ธาตุสูงกว่า น้ำผึ้ง ที่มีสีอ่อน

- จะเห็นได้ว่า น้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลักของ น้ำผึ้ง และยังเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย โดยที่ น้ำผึ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 303 แคลอรี่ หรือถ้าจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ระหว่างการกิน น้ำผึ้ง และน้ำตาลในปริมาณเท่า ๆ กัน จะได้ดังนี้

- น้ำผึ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 303 แคลอรี่ ในขณะที่น้ำตาลในปริมาณ 100 กรัม จะให้พลังงาน 394 แคลอรี่ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะใน น้ำผึ้ง มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 1 ใน 4 ทำให้มีความหนาแน่นกว่า จึงหนักกว่าน้ำตาลทั้งที่มีปริมาณที่เท่ากัน ทั้งยังมีรสหวานกว่า จึงใช้ปริมาณน้อยกว่าน้ำตาลในการปรุงอาหาร ดังนั้น การกิน น้ำผึ้ง ในปริมาณที่เท่ากับน้ำตาล เช่น 1 ช้อนโต๊ะ จะได้รับพลังงานที่มากกว่า แต่หากกินน้ำผึ้งในน้ำหนักที่เท่ากันกับน้ำตาล เช่น 100 กรัม พลังงานที่จะได้จาก น้ำผึ้ง ก็จะน้อยลง แต่เพราะน้ำผึ้งมีความหวานมากกว่าจึงทำให้ใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าได้

 

สารพัดประโยชน์จากน้ำผึ้ง

1. ช่วยให้ผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย ทำงานหนัก หรือการอดนอน เป็นต้น

2. ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แก่ผู้ป่วยระยะพักฟื้น และผู้สูงอายุ

3. ช่วยบำรุงประสาทและสมองให้สดชื่นแจ่มใส

4. ช่วยระงับประสาท อาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ

5. ช่วยบรรเทาอาการไอ และไข้หวัด

6. ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร และช่วยย่อยอาหาร

7. แก้โรคโลหิตจาง เนื่องจากใน น้ำผึ้ง มีธาตุเหล็กที่เป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบิน จึงมีส่วนช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดง

8. ช่วยแก้ความดันโลหิตสูง

 

น้ำผึ้งยังมีคุณค่าทางสารอาหาร ได้แก่

1. ผิวสวย เนื่องจากสารอาหารใน น้ำผึ้ง จะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวหนัง

2. ป้องกันผมร่วง

3. ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

4. สารไบโดตินที่มีอยู่ใน น้ำผึ้ง จะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน จึงทำให้ร่างกายไม่มีแคลอรี่ส่วนเกิน

5. ป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

6. บำรุงเส้นเอ็น เส้นผม เล็บ ขน และฟันให้มีความแข็งแรง ทนทาน

7. ช่วยในการบำรุงประสาทให้มีความฉับไว มีสมาธิ

8. บำรุงสายตา ไม่ให้พร่ามัว

9. เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค

10. ต่อต้านปฏิกิริยาออกซิไดส์ ที่เป็นตัวทำให้ผิวหนังเสื่อมตามวัย

 

วิธีการเลือกน้ำผึ้งแท้

- หากคุณกังวลเวลาเลือกซื้อ น้ำผึ้ง ตามร้าค้าทั่วไปว่าน้ำผึ้งที่ซื้อเป็นของแท้หรือไม่ นอกจากการต้องเชื่อใจผู้ขายแล้ว สามารถสังเกตเพื่อทำการประเมินคุณภาพของน้ำผึ้งได้ดังต่อไปนี้

1. น้ำผึ้งต้องมีความข้นและหนืดพอสมควร แสดงให้เห็นว่าใน น้ำผึ้ง มีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อย เป็น น้ำผึ้ง ที่มีคุณภาพสูง

2. มีสีตามธรรมชาติ ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาล ใส และไม่ขุ่นทึบ

3. กลิ่นของน้ำผึ้งหอมตามชนิดของดอกไม้นั้น ๆ เช่น น้ำผึ้ง จากดอกลำไย น้ำผึ้ง จากดอกลิ้นจี่ เป็นต้น

4. น้ำผึ้งที่ดีต้องปราศจากกาก ไขผึ้ง หรือเศษตัวผึ้ง รวมทั้งวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ ปะปน

5. น้ำผึ้งต้องไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว และไม่มีฟอง

6. น้ำผึ้งต้องไม่มีการใส่สารปรุงแต่งสี กลิ่น รส

7. ทดลองโดยการหยดน้ำผึ้งใส่กระดาษไข ถ้าเป็นของแท้จะไม่ซึม

8. ทดสอบโดยการหยดน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำชา สังเกตการละลาย ถ้าหากเป็นน้ำผึ้งแท้ เมื่อคนให้เข้ากันจะไม่ละลายในทันที

 

ข้อระวัง

- แม้น้ำผึ้งจะเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน แต่หากอยู่ในระดับที่ยังสามารถกินอาหารรสหวานได้บ้างเล็กน้อย การใช้น้ำผึ้งใส่ในอาหารและเครื่องดื่มก็เป็นการดีกว่าการใช้น้ำตาล

- นอกจากผู้ที่เป็นเบาหวานที่ต้องระวังเรื่องการกินน้ำผึ้งแล้วยังมีผู้ป่วยบางรายที่ไม่แนะนำให้กินน้ำผึ้งแบบเข้มข้น โดยที่ไม่ผสมอะไรเลย เช่น ผู้ที่มีอาการดีพิการ (มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง) ผู้ที่มีเสมหะพิการ (มีเสมหะมาก และมีภาวะโรคปอดแทรกซ้อน) และผู้ที่มีน้ำเหลืองเสีย มีฝีพุพอง ตุ่มหนอง หรือโรคครุฑราชต่าง ๆ

- มีน้ำผึ้งติดบ้านไว้ ช่วยรักษาสุขภาพ และรักษาโรคได้ ห่างไกลโรค ห่างไกลโรงพยาบาลแน่นอนค่ะ

 

 

 


ขอบคุณ

หมอแอน

(แพทย์แผนไทย ธิติมา อุ้ยคำ บว., บภ.)

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป