ขับรถปลอดภัยเมื่อฝนตก

25 มิ.ย. 2557 12:17 น. | เปิดอ่าน 418 | ความคิดเห็น 0

 

- เมืองไทยกับฝนตกเป็นของคู่กัน สภาพถนนและทัศนวิสัยของการขับท่ามกลางสายฝน แตกต่างจากการขับปกติทั่วไป และต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ

 

วิธีขับปลอดภัยในเวลาฝนตก

1. ไม่ขับชิดคันหน้าเกินไป

- จากทัศนวิสัยที่ไม่แจ่มชัดในขณะฝนตก บวกกับสภาพถนนที่เปียกลื่น การขับจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ไม่ควรใช้ความเร็วสูง และที่สำคัญไม่ขับชิดคันหน้าจนเกินไป ควรทิ้งระยะห่างจากการขับในสภาพปกติ อีก 10-15 เมตร เพื่อความปลอดภัย

หากขับชิดเกินไปและมีการเบรกกระทันหัน ผู้ขับรถยนต์ที่ตามหลัง จะไม่สามารถใช้เบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับการขับขี่ในสภาพปกติ อีกทั้งละอองน้ำที่ดีดจากรถยนต์คันหน้ายังทำให้ทัศนวิสัยของผู้ขับรถยนต์ ที่ตามมาด้านหลังไม่ชัดเจน หากเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก ละอองน้ำจะไม่ค่อยสกปรก และไม่สร้างปัญหาให้ผู้ขับตามหลังมากนัก แต่ถ้าเป็นช่วงที่ฝนตกปรอย ๆ หรือหลังฝนหยุดใหม่ ๆ ละอองน้ำที่กระเด็นมาส่วนใหญ่เป็นน้ำผสมกับฝุ่นละอองซึ่งจับอยู่บนพื้นถนน ทำให้มีลักษณะคล้ายคราบโคลน แม้จะใช้ที่ปัดน้ำฝน แต่ยังทิ้งคราบเหนียวของโคลน ทำให้ลดความชัดเจนของทัศนวิสัยด้านหน้าลง

 

2. ชะลอความเร็วเพื่อความปลอดภัย

ในกรณีที่ฝนตกหนัก การใช้ความเร็วสูงในการขับคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก และในกรณีที่ฝนตกปรอย ๆ หรือหลังฝนหยุดใหม่ ๆ ควรขับด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรใช้ความเร็วสูงด้วยเช่นกัน

จากการทดสอบในช่วงฝนเริ่มตกจนถึง 10 นาทีแรก ค่าความต้านทานต่อการลื่นไถล ของผิวถนนจะลดต่ำลงมาก เพราะน้ำฝนจะไปชะล้าง คราบดินหรือฝุ่นละอองที่อยู่บนถนน คล้ายกับมีการละเลงโคลน ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

นอกจากนั้นการขับด้วยความเร็วสูงขณะฝนตก อาจทำให้เกิดอาการ HYDRO PLANING จนทำให้เกิดการแฉลบ เพราะยิ่งใช้ความเร็วสูง แรงดันของน้ำระหว่างยางกับถนนจะเพิ่มขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะทำให้เกิด การแล่นบนผิวน้ำ โดยน้ำเข้าไปแทรกกลางระหว่างยางกับผิวถนน

  • จากการทดสอบในช่วงความ เร็วต่ำกว่า 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะยังไม่เกิด HYDRO PLANING ช่วงความเร็ว 70-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะเริ่มมีการเข้าแทรกกลางระหว่างผิวถนน และยางของน้ำ แต่ถ้าความเร็วเกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง น้ำจะเข้าแทรกกลางอย่างสมบูรณ์ และไม่มีการสัมผัสกัน ระหว่างหน้ายางกับผิวถนน

​- อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการ HYDRO PLANING เช่นความเร็ว, แรงดันลมยาง, ความมากน้อยของน้ำบนผิวถนน และความเก่าใหม่ของยาง

 

3. เปิดไฟเพิ่มความปลอดภัย

แม้ช่วงฝนตกจะเป็นเวลากลางวัน แต่บ่อยครั้งสภาพอากาศในช่วงเวลาที่ฝนตก มักมืดครึ้มคล้ายช่วงหัวค่ำ ทำให้ประสิทธิภาพในการมองของผู้ขับลดลง

การเปิดไฟคู่หน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตนเอง และเพื่อนร่วมทาง เพราะจากทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจนผ่านการมองกระจกทั้งมองข้าง และมองหลัง ซึ่งมักมีเม็ดฝนเกาะ อาจจะทำให้ผู้ขับขี่ที่อยู่ด้านหน้าไม่สามารถสังเกต เห็นรถยนต์ที่ตามมาด้านหลังได้ การเปิดไฟส่องสว่างแบบต่ำจึงช่วยเพิ่มความปลอดภัย ได้ในระดับหนึ่ง

 

4. การใช้น้ำฉีดกระจก

ในช่วงที่ฝนตกปรอย ๆ หรือหลังฝนหยุดใหม่ ๆ น้ำที่กระเด็นจากการดีด ของล้อรถยนต์คันหน้ามีลักษณะเหนียวคล้ายโคลน เพราะเป็นการผสมระหว่าง น้ำกับฝุ่นละอองบนถนน เมื่อกระเด็นมาเกาะที่กระจกบังลมหน้าของรถยนต์คันหลัง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยได้ชัดเจน

แม้ใช้ก้านปัดน้ำฝนก็ไม่สามารถกวาดได้อย่างหมดจด ต้องใช้น้ำฉีดกระจก ช่วยชะล้างคราบโคลน ผู้ขับควร ตรวจสอบระดับของน้ำในกระป๋องอยู่เสมอ แต่ข้อควรระมัดระวังคือไม่ควรฉีดน้ำในขณะขับด้วยความเร็วสูง

 

5. หลีกเลี่ยงการเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อฝนตกหนัก

บ่อยครั้งที่ฝนตกหนักจนทัศนวิสัยข้างหน้าไม่ชัดเจน ผู้ขับมักนิยมไฟฉุกเฉินด้วยความหวังดี เพราะต้องการให้รถยนต์ที่ตามมาข้างหลังเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งที่ความจริงแล้ว เป็นเรื่องไม่จำเป็นและเป็นการรบกวนสายตา

ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ขับรถยนต์คันหน้าต้องการเปลี่ยนช่องทาง จะทำให้ผู้ขับรถยนต์ ที่ตามมาข้างหลังไม่ทราบเพราะมีไฟกะพริบทั้ง 4 มุม แค่เปิดไฟต่ำก็เพียงพอแล้ว

- ข้อควรปฏิบัติในกรณีที่ฝนตกหนัก คือ ไม่ควรขับชิดรถยนต์คันหน้าเกินไป ใช้ความเร็วต่ำเปิดไฟส่องสว่าง เพื่อให้ผู้ขับรถยนต์คันที่อยู่ข้างหน้าและหลังทราบ และไม่ควรเปลี่ยนช่องทางโดยไม่จำเป็น

หากฝนตกหนักจนทัศนวิสัยแย่จริง ๆ ควรจอดรถยนต์ ชิดไหล่ทางและเปิดไฟฉุกเฉิน ให้รถยนต์ที่ตามมาด้านหลังทราบ รอจนกระทั่งฝนลดลงแล้วจึงค่อยเดินทางต่อ

 

6. ยาง อีกความปลอดภัยในหน้าฝน

ยางรถยนต์มีผลอย่างมากต่อความปลอดภัย หากสูบลมยางน้อยไป อาจทำให้รถยนต์แฉลบได้ง่าย ซึ่งในหน้าฝนควรเพิ่มแรงดันลมให้มากขึ้นจากเดิมอีก 2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อให้หน้ายางแข็ง และมีกำลังในการรีดน้ำ

ดอกยางและขนาดของหน้ายาง ยังมีผลต่อประสิทธิภาพการยึดเกาะในขณะขับรถยนต์ หากใช้ยางดอกละเอียดจะทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เพราะมีการรีดน้ำได้ดีขณะที่หน้ายางยิ่งกว้าง ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะลดลง เพราะประสิทธิภาพในการรีดน้ำออกจากหน้ายางลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับยางที่มีหน้ายางแคบกว่า

 

7. การขับรถยนต์ลุยน้ำท่วม

ขณะที่ฝนตกหรือหลังฝนหยุด บางจุดของผิวถนนมีน้ำท่วมขัง การขับต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้น

การขับด้วยความเร็วสูงผ่านจุดที่มีน้ำขังเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อาจทำให้รถยนต์แฉลบ หรือเสียการทรงตัวได้ง่าย นอกจากนั้น อาจจะทำให้น้ำพุ่งกระจายขึ้นมาเต็มกระจกบังลมหน้า และไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้ ซึ่งอันตรายมาก

- หากจุดที่มีน้ำท่วมขังอยู่ใกล้ทางเดินเท้า การใช้ความเร็วต่ำและความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้น้ำกระเด็นไปโดนคนที่เดินบนทางเท้า เป็นมารยาทที่ควรปฏิบัติ

ลุยน้ำอย่างมั่นใจ ควรใช้ความเร็วต่ำ ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าสู่ระบบจุดระเบิด จนเครื่องยนต์ดับ และขับทิ้งระยะจากรถยนต์คันหน้าพอสมควร เมื่อต้องขับสวนกันควรชะลอความเร็ว โดยเฉพาะสวนกับรถยนต์ขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ระลอกคลื่นเข้าปะทะด้านหน้าจะทำให้เครื่องยนต์ดับ และถือเป็นมารยาทที่ควรปฏิบัติเช่นกัน

- ย้ำเบรกเพื่อความมั่นใจ หลังผ่านการลุยน้ำหรือผิวถนนที่มีน้ำท่วมขัง ประสิทธิภาพของระบบเบรกจะลดลงจากเดิม การแตะเบรกเบา ๆ ขณะขับ จะช่วยไล่ความชื้นออกจากดิสก์หรือดรัมเบรก รวมถึงผ้าเบรก แต่ข้อควรระวัง คือ ระมัดระวังรถยนต์ที่ตามมาข้างหลัง ควรเลือกจังหวะเบรกให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป