MRI คือ อะไร

21 ก.ค. 2557 12:28 น. | เปิดอ่าน 2,223 | ความคิดเห็น 0

 

- "MRI" คือ เครื่องตรวจร่างกายโดยการสร้างภาพเหมือนจริง ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยใช้สนามแม่เหล็กความเข้มสูง และคลื่นความถี่ในย่านความถี่วิทยุ (Radio Frequency) ด้วยการส่งคลื่นความถี่เข้าสู่ร่างกาย และรับคลื่นสะท้อนกลับ นำมาประมวลผลและสร้างเป็นภาพ ด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถให้รายละเอียดและความคมชัดเสมือนการตัดร่างกายออกเป็นแผ่น ๆ ทำให้แพทย์สามารถมองจุดที่ผิดปกติในร่างกายคนเราได้อย่างละเอียด โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อผู้รับการตรวจ

 

เครื่อง MRI ประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน คือ

  1. แม่เหล็กที่มีกำลังสูงมาก แม่เหล็กที่นำมาใช้มีได้หลายแบบ ในระยะแรกได้ใช้การสร้างแม่เหล็กโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ไหลเข้าไปในขดลวด แม่เหล็กชนิดนี้มีน้ำหนักประมาณ 5 ตัน แต่สนามแม่เหล็กมีความแรงน้อย คือ 0.2 เทสลา ต่อมาจึงได้ สร้างเป็นแม่เหล็กถาวร แต่มีน้ำหนักมากคือประมาณ 100 ตัน ความแรงของสนามแม่เหล็กเพิ่มขึ้นเป็น 0.3-0.6 เทสลา ดังนั้น ในระยะหลังจึงได้พัฒนาเป็นแม่เหล็กที่เป็นแบบ ซูเปอร์คอนดัคทิพแมกเนต (Superconductive magnet) โดยใช้ขดลวดซึ่งทำด้วยโลหะผสม เช่น นิโอเบียม ไททาเนียม : เอ็น.บี.ที.ไอ. (Niobium Titanium : NbTi) แต่ให้ทำงานที่อุณหภูมิต่ำมากคือ -280 องศาซ. จึงต้องใช้ฮีเลียมและไนโตรเจนเหลว แม่เหล็กประเภทนี้มีกำลังสูงมาก คือ สามารถสร้างให้มีกำลังสูงถึง 2.0 เทสลาได้ (1 tesla = 10,000 times of gravity, USA’s standard)
  2. ขดลวดที่ปล่อยสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนระดับได้ ขดลวดนี้บรรจุอยู่ในโพรงของแม่เหล็กที่มีกำลังสูง และอาศัยระบบคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ควบคุมสวิตช์เพื่อเปิดปิดให้ไฟฟ้าเข้าไปในขดลวดดังกล่าว เพื่อเปลี่ยนระดับของแรงแม่เหล็กตามต้องการ ขดลวดนี้ทำหน้าที่สร้าง สนามแม่เหล็กให้แก่เนื้อเยื่อที่ต้องการจะสร้างภาพ โดยการปรับสนามแม่เหล็กทำให้สามารถสร้างภาพที่ระนาบหนึ่งระนาบใดตามต้องการ อาจเป็นภาพตัดขวาง ตัดตามยาว หรือตัดตามเฉียง โดยไม่ต้องเปลี่ยนท่าทางของผู้ป่วยและต้องการสร้างภาพตัดให้เป็นแผ่นหนาและบางได้
  3. ขดลวดที่ทำหน้าที่ปล่อยและรับคลื่นวิทยุ ขดลวดนี้ทำหน้าที่ปล่อยคลื่นวิทยุเพื่อส่งเข้าไปยังบริเวณอวัยวะที่ต้องการถ่ายภาพ เช่น อาจวางไว้ที่ศีรษะหรือแขน ขา และมีขดลวดที่ทำหน้าที่รับคลื่นวิทยุเพื่อนำไปสร้างภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ขดลวดที่ทำหน้าที่ส่งและรับคลื่นวิทยุอาจสร้างเป็นขดแยกกัน หรืออาจใช้ขดเดียวกันก็ได้
  4. คอมพิวเตอร์ นำข้อมูลของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ได้จากการปล่อยของเนื้อเยื่อมาสร้างภาพโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปเครื่องจะสร้างภาพโดย การตรวจรับข้อมูลของคลื่นวิทยุจากเนื้อเยื่อประมาณ 256 แห่ง การเพิ่มความชัดเจนของภาพ (image contrast) ของเครื่อง MRI นั้นขึ้นอยู่กับคุณลักษณะจำเพาะของเนื้อเยื่อ

 

​หลักการทำงานของ MRI

หลักการทำงานของเครื่อง MRI ภาพที่ได้จากเครื่อง MRI นั้นเกิดจากอิทธิพลของสนามแม่เหล็กต่อการจัดเรียงตัวของอะตอมที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อ โดยที่อะตอมของไฮโดรเจนที่มีอยู่ในน้ำและไขมันของร่างกาย ซึ่งตามปกติจะมีการจัดเรียงตัวไม่แน่นอน อย่างไรก็ดี สามารถทำให้อะตอมดังกล่าวจัดเรียงตัวเป็นระเบียบโดยอำนาจแม่เหล็ก ดังนั้น ในการตรวจวัดดังกล่าว เมื่อให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในสนามแม่เหล็กที่มีกำลังสูงอะตอมของโปรตอนจะจัดเรียงตัวกันเป็นระเบียบ เมื่อทำการกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุการจัดเรียงตัวของโปรตอนเปลี่ยนแปลงไป และเมื่อหยุดกระตุ้นโปรตอนก็จะกลับมาเรียงตัวในสภาพปกติ และปล่อยสัญญาณของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีความถี่เท่ากับความถี่ของคลื่นวิทยุ

ที่ปล่อยเข้าไปกระตุ้น สามารถบันทึกคลื่นวิทยุที่โปรตอนของเนื้อเยื่อปล่อยออกมา และนำมาสร้างเป็นภาพของอวัยวะนั้น ๆ ได้ โดยระบบคอมพิวเตอร์ โดยที่เนื้อเยื่อที่มีอะตอมของไฮโดรเจนน้อยเช่น กระดูก จะแสดงภาพเป็นสีดำ ส่วนเนื้อเยื่อที่มีไฮโดรเจนมากเช่น เนื้อเยื่อไขมัน จะแสดงภาพเป็นสีขาวกว่า ทำให้ MRI สามารถสร้างภาพเนื้อเยื่ออ่อนได้ดี ยังสามารถสร้างภาพหลอดเลือด หรือทางเดินน้ำดีได้โดยไม่ต้องฉีดสี

 

MRI ต่างจาก X-RAYS อย่างไร

ทั้ง MRI และ X-RAYS ต่างก็ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวกลางในการทำให้เกิดภาพ แต่จะแตกต่างกันที่ความถี่ของคลื่น x-rays จะต่ำกว่ามาก จึงทำให้มีการดูดซึมสะสมในร่างกายบางส่วน ซึ่งหากมีปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ส่วนคลื่นของ mri นั้นจะใช้ความถี่ที่สูงในย่านความถี่วิทยุ ซึ่งจะมีพลังงานสูงกว่า สามารถทะลุทะลวงร่างกายได้มากกว่าจึงมีปริมาณตกค้างน้อยกว่า

ส่วนวิธีทำให้เกิดภาพนั้น x-rays จะใช้รังสีส่วนที่ทะลุผ่านวัตถุซึ่งเปรียบเหมือนเงานั้น มาสร้างเป็นภาพโดยใช้สารเรืองแสง และ แผ่น film หรือใน CT (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) จะใช้สารที่จะเกิดเป็นประจุไฟฟ้าเมื่อถูกรังสี และนำประจุไฟฟ้านั้นไปแปลงผลด้วยคอมพิวเตอร์และสร้างเป็นภาพ 

ส่วนในกรณีของ mri นั้นจะมีการให้ และรับคลื่นวิทยุเป็นช่วง ๆ สลับกันไป การให้คลื่นวิทยุเพื่อกระตุ้นโมเลกุลของไฮโดรเจนให้เกิดการสั่นสะเทือนจากนั้นจึงหยุด และรับคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับนำมาเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างภาพ

ด้วยพื้นฐานของการได้มาของภาพนั้นก่อให้เกิดประโยชน์หลัก ๆ 3 ประการ คือ 

  • สามารถทะลุทะลวงทุกส่วนของร่างกายได้ดี ไม่มีข้อจำกัดเรื่องความหนา จึงสามารถสร้างภาพได้ทุกส่วนและทุกระนาบ เช่น บริเวณฐานสมองซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาท กระดูกสันหลังและไขสันหลังซึ่งเป็นส่วนที่ x-rays ไม่สามรถทำได้ดี 
  • นอกจากนี้ยังสามารถให้รายละเอียดของภาพได้มากกว่า เช่น เส้นประสาท เส้นเอ็น หมอนรองกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง ความผิดปกติของเนื้อสมอง เป็นต้น และที่สำคัญ คือ ไม่เจ็บ และ สะดวกสบายเพียงนอนนิ่งๆในท่าที่จัดให้ประมาณ 30-60 นาที ปลอดภัยกว่า เพราะไม่มี x-rays หรือรังสีที่จะดูดซึมตกค้างในร่างกาย 
  • สามารถตรวจได้ทุกวัยแม้เด็กแรกเกิดหรือหญิงมีครรภ์ ไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้สูงมาก โดยเฉพาะผู้ที่แพ้อาหารทะเล ในการตรวจ mri บางครั้ง (ประมาณ 20% เท่านั้น) ที่จำเป็นที่จะต้องฉีดสาร Gadolinium เพื่อช่วยเพิ่มรายละเอียดในการตรวจ ซึ่งสารดังกล่าวนี้เป็นสารคนละชนิดกับที่ใช้ในการ x-rays และใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า 1 ต่อ 3 จึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้ยาน้อยมาก 

ข้อด้อยของ MRI เมื่อเทียบกับ CT (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) 

ใช้เวลาตรวจนานกว่า เนื่องจากมีการตัดภาพในหลายระนาบ และมีจำนวนภาพที่มากกว่า CT ถึง 2-3 เท่า 

นอกจากนี้ยังเนื่องมาจากเทคนิคการตรวจ ซึ่งจะต้องมีการปรับคลื่นความถี่ให้ตรงกับอวัยวะหรือปริมาณโมเลกุลของไฮโดรเจนที่มีอยู่ในส่วนนั้น ๆ เนื่องจากเป็นวิธีการตรวจโดยอาศัยโมเลกุลของไฮโดรเจน ดังนั้นในบางกรณี MRI อาจไม่สามารถมองเห็นได้ 

เช่น หินปูนเล็ก ๆ หรือรอยร้าวของกระดูกที่เกิดมานานแล้ว อาจมีคนไข้บางกลุ่มที่ไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ เนื่องจากในการตรวจจะต้องเข้าไปนอนอยู่ในสนามแม่เหล็กแรงสูง ซึ่งจำกัดไว้เป็นโพรงขนาดพอตัวเพื่อให้ได้คุณภาพของสัญญาณที่ดีที่สุด เช่น ผู้ที่กลัวที่แคบอย่างรุนแรง ผู้ที่มีโลหะติดในร่างกาย และแพทย์พิจารณาว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคนไข้เองได้ ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจหรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ

ตารางเปรียเทียบการตรวจด้วยเครื่องมือทางรังสีวิทยา

 

ข้อบ่งชี้ และ ข้อดีในการใช้ MRI

  1. MRI สามารถให้ภาพที่แยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ชัดเจน ทำให้มีความถูกต้องแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถทำการตรวจได้ในทุก ๆ ระนาบ ไม่ใช่เฉพาะแนวขวางอย่างเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
  2. ใช้ได้ดีกับส่วนที่ไม่ใช่กระดูก (non bony parts) คือ เนื้อเยื่อ (soft tissues) โดยเฉพาะ สมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และเส้นประสาทในร่างกาย ( CT scan ดูภาพกระดูกได้ดีกว่า )
  3. ใช้ได้ดีกับ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดกระดูก และ กล้ามเนื้อ
  4. สามารถตรวจเส้นเลือดได้โดย ไม่ต้องเสี่ยงกับการฉีดสารทึบรังสี และการสวนสายยางเพื่อฉีดสี ซึ่งมีประโยชน์ต่อวงการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ยังสะดวกสบายกว่าเพราะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใดๆทั้งก่อนและหลังการตรวจ คนไข้สามารถกลับบ้านได้ทันทีที่ตรวจเสร็จ
  5. ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อเหมือนใน CT scan เพราะไม่ใช้คลื่นรังสี
  6. ปัจจุบันได้มีการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคของกระดูกและข้อเป็นจำนวนมาก การตรวจ MRI จะเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในโพรงกระดูก หรือไขกระดูกได้อย่างชัดเจน เช่น เนื้องอกภายในกระดูก MRI จะสามารถบอกขอบเขตของโรคได้ถูกต้องแม่นยำ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการรักษา โรคของกระดูกบางอย่างเช่น การขาดเลือดไปเลี้ยงที่หัวของกระดูกต้นขา MRI เป็นการตรวจที่ไวที่สุด สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ แม้ภาพเอ็กซ์เรย์ธรรมดายังปกติอยู่ ข้อที่มีการตรวจ MRI มากที่สุด คือ ข้อเข่า รองลงมา คือ ข้อไหล่ เมื่อสงสัยว่าจะมีการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนภายในข้อ การถ่ายภาพเอ็กซเรย์ธรรมดา อาจเห็นเพียงเงาของน้ำในข้อ แต่ MRI จะเห็นส่วนประกอบต่างๆภายในข้อได้อย่างชัดเจน และบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีการบาดเจ็บต่อส่วนประกอบเหล่านั้นอย่างไรบ้าง

 

 อาการที่ควรมารับการตรวจ MRI

  1. ในผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ควรมาตรวจ MRI ของช่องท้อง หามะเร็งตับแต่เนิ่น ๆ
  2. มีประวัติว่าบิดาหรือมารดาเป็นเส้นเลือดในสมองโป่งพอง (Intracerebral Aneurysm) ควรมาตรวจ MRA เส้นเลือดสมอง
  3. มีประวัติว่าบิดาหรือมารดาเป็นเส้นเลือดในสมองแตก ควรมาตรวจ MRA เส้นเลือดสมอง
  4. เป็นโรคลมชัก ควรมาตรวจ MRI สมอง
  5. มีอาการปวดหัว แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง หรือ พถติกรรมเปลี่ยนแปลง ควรมาตรวจ MRI สมอง
  6. มีอาการหมดสติบ่อย ๆ ความจำเสื่อม สับสน คลื่นใส้อาเจียน ควรมาตรวจ MRI สมอง
  7. มีอาการวิงเวียนศีรษะคล้ายบ้านหมุน เสียการทรงตัว เป็น ๆ หาย ๆ ควรมาตรวจ MRI สมอง
  8. มีอาการ ปากเบี้ยว, หนังตาตก หรือ ลิ้นชาแข็ง ควรมาตรวจ MRI สมอง
  9. ปวดคอ ชาลงแขนหรือลำตัว ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  10. แขนหรือนิ้วมือชา ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  11. แขนหรือขาอ่อนแรง หรืออ่อนแรงทั้งหมด ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  12. แขนขากระตุก ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  13. ขาไม่มีแรงทั้งสองข้าง ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  14. ปวดหลังไม่หาย ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  15. มีอาการชาตึงลงขาหรือน่อง ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  16. นิ้วขาชาไม่มีความรู้สึก ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  17. ขาลีบ อ่อนแรง ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  18. สมรรถภาพทางเพศลดลง ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  19. ควบคุมปัสสวะ, อุจจาระไม่ได้ ควรมาตรวจ MRI ของกระดูกสันหลัง
  20. หายใจหอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม ไอเรื้อรังไม่มีสาเหตุ เจ็บหน้าอก กลืนน้ำหรืออาหารลำบาก ควรมาตรวจ MRI ของทรวงอก
  21. ตัวเหลืองตาเหลืองคลื่นใส้อาเจียร เจ็บบริเวณชายโครง ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรมาตรวจ MRI ของช่องท้องและ / หรือท่อทางเดินน้ำดี และ ถุงน้ำดี
  22. ปวดท้องน้อยเป็นประจำ มีเลือดออกจากช่องคลอด ปัสสวะเป็นเลือด,ปัสสาวะขัด ควรมาตรวจ MRI ของอุ้งเชิงกราน
  23. ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อไม่ว่าจะเป็นข้อเข่า,ข้อไหล่,ข้อศอก,ข้อมือ,ข้อนิ้ว,ข้อตะโพก,ข้อเท้า ควรมาตรวจ MRI ของข้อนั้น ๆ
  24. การตรวจ MRI ทั้งร่างกาย(MRI whole body scan) เมื่อเทียบกับราคาเครื่องและผลที่ได้รับแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับผู้ที่มีความสามารถจ่ายได้ เป็นการตรวจดูว่ามีก้อนเนื้องอกหรือมะเร็งในร่างกายที่ใดหรือไม่ โดยเฉพาะอวัยวะภายในซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งถ้าสามารถตรวจพบมะเร็งในระยะต้นๆได้ก่อนที่มะเร็งนั้นจะขยายใหญ่หรือแพร่กระจายไป ก็จะทำให้แพทย์ให้การรักษาได้รวดเร็ว ผลการรักษาก็จะดี

 

ขั้นตอนการเข้ารับการตรวจ MRI

  1. หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเพื่อที่พร้อมสำหรับการตรวจ ผู้รับการตรวจจะได้รับการพาเข้าสู่ห้องตรวจ
  2. ผู้รับการตรวจจะนอนบนเตียงตรวจ และมีการทำเครื่องจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กมาวางบนร่างกาย โดยน้ำหนักโดยรวมของเครื่องจับสัญญาณนี้ประมาณ 1 กิโลกรัม
  3. ผู้รับการตรวจนอนสบายๆ นิ่งๆ บนเตียงตรวจ และทำตามเสียงที่บอก เช่น ให้หายใจเข้าแล้วกลั้นใจ หรือว่าอย่ากลืนน้ำลาย
  4. ตัวเราจะเคลื่อนไปยังศูนย์กลางของสนามแม่เหล็ก เราอาจจะรู้สึกสั่นสะเทือนและไถลเล็กน้อยระหว่างที่มีการถ่ายภาพ
  5. ขณะตรวจ จะมีเสียงดังเป็นระยะๆ จะมีฟองน้ำอุดหู เพื่อลดเสียง
    ( ทดลองฟังตัวอย่างเสียงเครื่อง MRI ขณะกำลังทำการ scan ภาพ ) 
  6. คนไข้บางคนจะต้องได้รับการฉีดสีเพื่อทำการตรวจร่างกายเฉพาะส่วน สารเหล่านี้เรียกว่า contrast agent สารเหล่านี้มีความปลอดภัย เพราะไม่ใช่ สาร iodine เหมือนใน CT scan
  7. ระยะเวลาในการตรวจทั้งหมด 1 ชั่วโมง
  8. แพทย์จะดูภาพที่ได้จากการตรวจ และรายงานในเบื้องต้นพร้อมคำแนะนำให้ผู้รับการตรวจทราบหลังจากที่ตรวจเสร็จ

 

​ข้อพึงระวังก่อนเข้ารับการตรวจ MRI

1. ควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่กลัวที่จะอยู่ในที่แคบ ๆ ไม่สามารถนอนในอุโมงค์ตรวจได้  (claustrophobic) เพราะ MRI มีลักษณะเป็นโพรง

2.  ควรหลีกเลี่ยงในรายที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย เช่น

  • ผู้ที่ผ่าตัดติดคลิปอุดหลอดเลือดในโรคเส้นเลือดโป่งพอง (Aneurism Clips ) (คลิปรุ่นใหม่มักเป็นรุ่น MRI compatible สามารถตรวจ MRIได้)
  • metal plates ในคนที่ดามกระดูก
  • คนที่เปลี่ยนข้อเทียม
  • คนที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม (Artificial Cardiac valve)
  • ผู้ที่ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ
  • ผู้ที่ผ่าตัดใส่อวัยวะเทียมภายในหู
  • ผู้ป่วยที่ใส่ Stent ที่หลอดเลือดหัวใจต้องสอบถามจากแพทย์ที่ใส่ Stent ว่าเป็น Stent ชนิดใดจะทำ MRI ได้หรือไม่หรือต้องรอกี่สัปดาห์ค่อยทำ ปัจจุบัน Stent ที่หลอดเลือดหัวใจถ้าเป็นรุ่น MRI compatible สามารถทำได้ทันทีไม่มีผลเสียใดๆ

​3.  ควรหลีกเลี่ยงในคนที่ เตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัด สมอง ตา หรือ หู ซึ่งจะต้องฝัง เครื่องมือทางการแพทย์ไว้          (medical devices)
4.  ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตา และสงสัยว่าจะมีโลหะชิ้นเล็กๆกระเด็นเข้าไปในลูกตาหรือมีอาชีพเกี่ยวข้องกับโลหะ และมีความเสี่ยงต่อการมีโลหะชิ้นเล็กๆ กระเด็นเข้าลูกตา ซึ่งถ้าเข้าไปอยู่ในสนามแม่เหล็กอาจมีการเคลื่อนที่ของโลหะชิ้นนั้นก่อให้เกิดอันตรายได้ (การถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดาของตาจะช่วยบอกได้ว่ามีหรือไม่มีโลหะอยู่ในลูกตา)
5.  ใส่เหล็กดัดฟัน ถ้าต้องทำ MRI ตรวจในช่วงบริเวณ สมองถึงกระดูกคอควรต้องถอดเอาเหล็กดัดฟันออกก่อน เพราะจะมีผลต่อความชัดของภาพ
6.  ผู้ที่ รับการตรวจร่างกายด้วย MRI จะต้องนำโลหะต่างๆออกจากตัว เช่น กิ๊ฟหนีบผม ฟันปลอม ต่างหู เครื่องประดับ ATM บัตรเครดิต นาฬิกา thumbdrive Pocket PC ปากกา ไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้ สิ่งของได้รับความเสียหาย และอาจถูกฉุดกระชาก นอกจากนี้ยังทำให้ภาพที่อยู่บริเวณโลหะไม่ชัด
7.  ไม่ควรใช้อายชาโดว์ และมาสคาร่า เพราะอาจมีส่วนผสมของโลหะ ทำให้เกิดเป็นสิ่งแปลกปลอมในภาพได้
8.  จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่พบว่าการตรวจ MRI มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่ควรตรวจในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
9.  ห้องตรวจ MRI มีสนามแม่เหล็กแรงสูงตลอดเวลา มีผลต่อการทำงานของเครื่องมือที่ไวต่อแม่เหล็ก เช่น เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ ดึงดูดวัตถุที่เป็นโลหะทุกชนิดที่เหนี่ยวนำแม่เหล็ก เช่น เหล็กโลหะอื่น ๆ ที่มีส่วนประกอบของเหล็ก ลบข้อมูลจากเทปแม่เหล็ก การ์ดที่ใช้แถบแม่เหล็ก เช่น ATM , บัตรเครดิต , นาฬิกา , thumbdrive หรือ พวกเครื่อง Pocket PC 

 

 

 


ขอบคุณ

MRITHAILAND

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป