ไรฝุ่น

รู้เท่าทัน! “เชื้อโรคและไรฝุ่น”

21 ส.ค. 2557 11:09 น. | เปิดอ่าน 1,850 | ความคิดเห็น 0


ภัยร้ายตัวแสบ ต้นตอก่อภูมิแพ้ใกล้ต้ว ซักสะอาด ไม่มีคราบ เพียงพอแล้วหรือ?

 

  หลายคนอาจมั่นใจในความสะอาดไม่มีคราบของผ้าและเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆที่อยู่รอบตัว ทั้งผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว และเสื้อผ้าที่ใส่ในแต่ละวัน แต่หารู้ไม่ว่าในความสะอาด ที่เห็นภายนอกนั้นมีภัยร้ายตัวแสบทั้งเชื้อโรค เชื้อรา และไรฝุ่น ต้นตอก่อภูมิแพ้เรื้อรังซ่อนอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

 

  ใครจะรู้ว่าโรคยอดฮิตของคนเมืองอย่าง “โรคภูมิแพ้” ตัวการสำคัญมาจากเชื้อโรค และไรฝุ่นในผ้าและเครื่องนุ่งห่ม โดยข้อมูลจากศูนย์บริการและวิจัยไรฝุ่นศิริราช ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้ระบุว่า... อัตราความชุกของโรคภูมิแพ้อยู่ระหว่างร้อยละ 10 - 50 ของประชากรทั้งประเทศหรือเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ ทั้งยังมีอัตราแนวโน้มการเกิดโรคภูมิแพ้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ง่าย ๆ "มร. ซีตาราม นูรานิ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาแผนกผลิตภัณฑ์ซักผ้า และเครื่องใช้ในบ้าน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวถึงเชื้อโรคและไรฝุ่นว่า... “ส่วนใหญ่แล้วตัวไรฝุ่นจะอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน โดยมักแฝงตัวและสะสมอยู่ในผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าที่หมักหมมหรือเก็บอยู่ในตู้นาน ๆ อย่างเสื้อกันหนาว ที่หยิบมาใช้แค่สอง - สามเดือนต่อปี รวมถึงเสื้อผ้าที่อับชื้น ซึ่งทั้งหมดอาจเป็นสาเหตุหลักของต้นตอของโรคภูมิแพ้ อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปมักจะคำนึงถึงแค่ความขาวสะอาดที่มองเห็นด้วยตาเปล่าเท่านั้น แต่ยังไม่ค่อยใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลความสะอาดอย่างแท้จริงทั้ง ๆ ที่ชีวิตเราต้องสัมผัสอยู่กับผ้าเกือบตลอด 24 ชั่วโมง”

 

  เชื้อโรคและไรฝุ่นเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้นที่อาจมาจากคราบเหงื่อไคล หรือละอองฝน ประเทศไทยเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ที่ดีเนื่องจากมีภูมิอากาศร้อนชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนที่ชื้นกว่าช่วงอื่น ๆ ผ้าต่าง ๆ อยู่ในสภาพเปียกและอับได้ง่าย รวมถึงการหมักหมมเสื้อผ้าที่ยังตากไม่แห้งสนิท ซึ่งนอกจากจะเป็นปัจจัยที่เพิ่มจำนวนเชื้อโรคและไรฝุ่นแล้วยังก่อให้เกิดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย

 

  "พญ. วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์" ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวถึงอันตรายจากไรฝุ่นว่า... “ไรฝุ่นคือสารก่อภูมิแพ้อันดับ 1 คิดเป็นอัตราส่วนสูงถึงร้อยละ 70 - 90 ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในประเทศไทย เนื่องจากมีภูมิอากาศร้อนชื้นเอื้อต่อการเจริญเติบโตได้ดี โดยไรฝุ่นจะผลิตสารก่อภูมิแพ้อย่างมูลของไรฝุ่นออกมาหลังจากอยู่อาศัยบนผ้าสำหรับเครื่องนอนอย่างผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หรือปลอกหมอนซึ่งเมื่อร่างกายของเราสัมผัส มูลของไรฝุ่นจะเข้าไปกระตุ้นอาการภูมิแพ้ให้รุนแรงขึ้นซึ่งมีตั้งแต่ระดับที่น่ารำคาญ เช่น คัดแน่นจมูก ไอ จาม น้ำมูกไหล มีผื่นคัน คันตา คันในคอ หรือที่เรียกกันว่าโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) ไปจนถึงระดับที่อาการรุนแรงขึ้นมาในคนที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้อย่างคนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด ที่เราเรียกว่า อาการจับหืดเฉียบพลันซึ่งมีอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยมูลของไรฝุ่นจะเข้าไปกระตุ้นให้ทางเดินหายใจหดตัว ทำให้หายใจไม่ออก ยิ่งหากได้รับเชื้อราเข้าไปด้วยแล้ว อาจยิ่งกระตุ้นอาการหอบหืดให้รุนแรงยิ่งกว่าเดิมจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไปพบแพทย์หรือได้รับการช่วยเหลือไม่ทันเวลา”

 

  ที่ผ่านมา คนไทยยังไม่ตระหนัก และเล็งเห็นถึงความสำคัญในการรักษาตัวเองจากโรคภูมิแพ้ เพราะส่วนใหญ่อาการเริ่มต้นของโรคไม่ได้รุนแรง คนส่วนใหญ่มักคิดว่าแค่ซื้อยากินเดี๋ยวก็ดีขึ้น  จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงยังมีผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรังอยู่มากในประเทศไทย ดังนั้น การหมั่นดูแลซักและทำความสะอาดผ้าด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ช่วยขจัดลึกถึงเชื้อโรคและไรฝุ่นสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ควรทำให้เป็นนิสัยเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคและไรฝุ่น พร้อมด้วยเคล็ดลับจำขึ้นใจง่าย ๆ คือ “อะไรซักได้ ต้องซัก ตากแดดได้ ต้องตาก” อย่าละเลย เพราะการซักผ้าเป็นส่วนหนึ่งของ การสร้างสุขอนามัยที่ดี เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้คุณและคนที่อยู่ใกล้ตัวคุณปลอดภัยจากเชื้อโรคและไรฝุ่น

 

5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเชื้อโรค และไรฝุ่น

1. เชื้อโรคนั้นแอบสะสมอยู่มากในเครื่องซักผ้า เพราะคนส่วนใหญ่มักซักผ้ารวม ๆ กัน ซึ่งน้ำสกปรกที่ถูกล้างออกมาจากการซักผ้ายังสามารถแพร่เชื้อโรคได้ต่อไปอีก โดยมันจะเกาะอยู่ตามพื้นและผนังโดยรอบของเครื่องซักผ้า ดังนั้นเราจึงควรแยกผ้าที่คาดว่าน่าจะมีเชื้อโรคอยู่มากอย่างผ้ากันเปื้อน ผ้าเช็ดโต๊ะ อย่าซักรวมกับผ้าอื่น ๆ เด็ดขาด!

2. ห้ามนำผ้าที่เปียกฝนลงไปกองสุมไว้ในตะกร้าร่วมกับผ้าอื่น ๆ เด็ดขาด เพราะนั่นคือต้นเหตุของการเกิดกลิ่นอับชื้นและเชื้อราบนเสื้อผ้า

3. ไรฝุ่นชอบหลบซ่อนตัวอยู่ในที่มืด และอากาศร้อนชื้น ดังนั้นเสื้อผ้าที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักหรือตู้เสื้อผ้าที่มืดทึบจึงมักเป็นอาณาจักรที่ไรฝุ่นชอบใช้ในการแพร่พันธุ์

4. แสงยูวีจากแสงแดดสามารถฆ่าไรฝุ่นได้ เมื่อถูกแสงโดยตรงเป็นเวลานาน 30-60 นาที แต่พวกมันมักฉลาดกว่าที่คิด ด้วยการแอบเข้าไปซ่อนในผ้าที่มีเส้นใยกำบังมาก ทำให้แสงยูวีไม่สามารถเข้าไปฆ่าได้ เนื่องจากไม่สามารถทะลุทะลวงเส้นใยจนถึงไรฝุ่นได้ ดังนั้นจึงไม่ควรตากผ้าหรือเครื่องนอนเพียงอย่างเดียว ต้องซักและทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ช่วยขจัดเชื้อโรคและไรฝุ่นร่วมด้วย

5. เครื่องดูดฝุ่นสามารถช่วยลดได้แค่มูลของไรฝุ่น แต่ยากที่จะดูดตัวไรฝุ่นออกมาด้วย เพราะตัวไรฝุ่นจะใช้ขายึดเกาะรวบเส้นใยไว้อย่างเหนียวแน่น จึงควรที่จะซักทำความสะอาดและตาก เสื้อผ้า เครื่องนอนต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอจะดีกว่า

 

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป