โรคเก๊าท์

17 ก.ย. 2557 13:31 น. | เปิดอ่าน 1,852 | ความคิดเห็น 0

- โรคเก๊าท์ เป็นโรคโบราณที่มีผู้บันทึกในรายงานแพทย์มานับพันปี สมัยฮิปโปเครติส (Hippocrates) ซึ่งเป็นบิดาการแพทย์สากลเมื่อสองพันปีก่อน ก็ได้กล่าวถึงอาการของโรคนี้ และได้เรียกชื่อเป็นศัพท์แพทย์หลาย ๆ ชื่อตามตำแหน่งของข้อที่มีอาการอักเสบ

 

- คำว่า เก๊าท์ (Gout) เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่แปลงมาจากภาษาลาตินว่า Gutta ซึ่งแปลว่า หยดน้ำ โดยมีผู้สันนิษฐานว่า ข้ออักเสบชนิดนี้เกิดจากสารพิษ "หยด" เข้าไปอยู่ในไขข้อ ซึ่งปรากฏว่าเป็นจริงในการแพทย์ปัจจุบัน กล่าวคือ สารพิษที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ก็คือ กรดยูริค ในเลือดนั่นเอง

 

- ความเข้าใจ (ผิด) ที่ว่าเวลาปวดข้อหรือมีข้ออักเสบชนิดใด ๆ ต้องอด "ของแสลง" เช่น หน่อไม้ สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ เป็นต้น ก็มีต้นตอมาจากผู้สังเกตว่าอาหารดังกล่าวเป็นของแสลงทำให้โรคเก๊าท์กำเริบนี่เอง ทั้ง ๆ ที่โรคปวดข้อทั่วไปหรือโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ (นอกจากโรคเก๊าท์) ทั้งหมด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับอาหารแสลงดังกล่าวเลย

 

- คำถามข้อหนึ่งของผู้ที่ป่วยมาหาผู้เขียนด้วยอาการปวดข้อหรือ "รูมาติสซั่ม" นานาชนิด ที่ถามเป็นประจำก็คือ ต้องอดของแสลงอะไรบ้าง และหลาย ๆ คนก็มักจะอด "อาหารแสลง" ดังกล่าวมาแล้วด้วย จนบางรายเป็นโรคขาดอาหารขั้นรุนแรงก็มี เพราะอาหารแสลงที่ว่านั้นส่วนมากแล้วเป็นอาหารจำพวกโปรตีนอันโอชะ ซึ่งมีส่วนสำคัญมากในการเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งต้องการโปรตีนเสริมสร้างกล้ามเนื้อมากเป็นพิเศษ

 

- สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ไม่ใช่ระดับชาวบ้านเท่านั้นที่มักมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับอาหารแสลงกับโรคปวดข้อ หมอที่รักษาผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นแผนปัจจุบัน หมอแผนโบราณ หมอจีน หมอไทย หมอไสยศาสตร์ หมอสมัครเล่น (ซึ่งได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้อง ของผู้ป่วยหรือคนข้างบ้าน ผู้หวังดีใด ๆ) ก็พากันแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อหรือปวดเมื่อยตามตัวให้งดอาหารที่มีโปรตีนสูงดังกล่าว พลอยทำให้ผู้ป่วยเหล่านั้นเกิดทุกข์ทั้งกายและใจเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือต้องคอยระวังไม่กินอาหาร "แสลง" อยู่ตลอดเวลา ผลก็คือได้เพิ่มโรคให้แก่ผู้ป่วยเหล่านั้นอีก 2  โรค คือ โรคขาดอาหาร และ โรคประสาทเครียด

 

จากความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบัน ความจริงที่อยากให้ท่านผู้อ่านจำติดตาติดใจและช่วยเผยแพร่ต่อ ๆ ไปให้มากที่สุดมีอยู่ว่า

1. โรคหรือภาวะที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกหรือข้ออักเสบทุกชนิด ยกเว้นโรคเก๊าท์ไม่มีอาหารใด ๆ ที่จัดว่าเป็นของแสลงสำหรับโรคเหล่านั้นเลย การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามหลักสุขศึกษาจะมีประโยชน์เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงในทุกคน รวมทั้งผู้ป่วยโรคปวดข้อทุกชนิดด้วย

 

2. แม้ว่าจะเป็นโรคเก๊าท์ โรคนี้ไม่ได้เกิดจากว่าผู้ป่วยนั้นกินอาหารพวกเนื้อสัตว์ เครื่องใน หน่อไม้ สัตว์ปีก ฯลฯ มากเกินไปเลย เพียงแต่อาหารดังกล่าวอาจมีส่วนทำให้เกิดอาการกำเริบของข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ได้บ่อยขึ้นเท่านั้นเอง ดังนั้นโรคเก๊าท์จึงเป็นโรคที่เกิดได้แก่คนในทุกกลุ่ม ไม่ว่ายากดี มีจน มีสิทธิ์เป็นโรคเก๊าท์เท่า ๆ กัน ที่ซ้ำร้ายก็คือคนที่มีฐานะไม่ดี มักจะมีอาการโรครุนแรงมากกว่าคนที่มีฐานะดีเสียอีกเนื่องจากขาดปัจจัยในการดูแลเอาใจใส่และรักษา

 

3. แม้ว่าจะเป็นโรคเก๊าท์ แต่จะมีสิทธิเสรีภาพในการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง ๆ หรืออาหารที่ถูกจัดว่า "แสลง" สำหรับโรคนี้ได้เช่นเดียวกับคนธรรมดา หากได้รับการรักษาด้วยยาที่ถูกต้อง

 

โรคเก๊าท์เกิดขึ้นได้อย่างไร

- โรคนี้เกิดจากร่างกายมีกรดยูริคมากเกินไป ซึ่งกรดยูริคในร่างกายส่วนใหญ่นั้นเกิดจากขบวนการสร้างเซลล์ของร่างกาย โดยทุก ๆ วันร่างกายจะมีการสร้างเซลล์ใหม่เป็นล้าน ๆ เซลล์เพื่อซ่อมแซมทดแทนเซลล์ที่แก่เฒ่าหรือตายไปอยู่ตลอดเวลา กรดยูริคส่วนน้อยเกิดจากการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนที่กินเข้าไป กรดยูริคที่เกิดขึ้นเป็นของเสียที่ร่างกายเราจะขับถ่ายออกมาโดยทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ และทางอุจจาระเป็นส่วนน้อย

 

- ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ร้อยละเก้าสิบกว่าเกิดจากร่างกายมีการสร้างกรดยูริคมากผิดปกติ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ และเพศ (เนื่องจากกรรมพันธุ์มีส่วนควบคุมขบวนการต่าง ๆ ในการสร้างเซลล์ของต่างกาย) แต่การถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ของโรคเก๊าท์ไม่ตรงไปตรงมาอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น จากพ่อไปยังลูก จากลูกไปยังหลานเป็นทอด ๆ แต่อาจจะมีเว้นบ้างในคนบางรุ่น เช่น ผู้เป็นโรคเก๊าท์อาจมีปู่หรือลุงหรือลูกพี่ลูกน้องเป็นโรคเดียวกัน แต่พ่อแม่ หรือลูกอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ ดังนั้นหากร่างกายผู้นั้นไม่ได้ผลิตกรดยูริคเกินอยู่แล้ว (หรือมีกรรมพันธุ์จะเป็นโรคเก๊าท์) การกินอาหารพวกมีโปรตีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ มาก ๆ ทุกวัน ก็ยังคงไม่มากพอที่จะทำให้ปริมาณกรดยูริคในตัวสูงขึ้นมากและนานพอถึงขนาดทำให้เกิดโรคเก๊าท์ได้

 

- โรคเก๊าท์ส่วนน้อยเกิดจากโรคอื่น ๆ เช่น โรคไต ซึ่งทำให้ขับกรดยูริคน้อยลงจึงมีกรดยูริคคั่งในร่างกายมากขึ้นหรือโรคที่มีการสร้างเซลล์มาก ๆ อยู่นาน ๆ เช่น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ซึ่งพบบ่อยในประเทศเรา โรคผิวหนังเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคเรื้อนกวาง เป็นต้น

 

- เมื่อมีกรดยูริคจำนวนมากในร่างกายอยู่นาน ๆ คือ ใช้เวลา 5-15 ปี กรดยูริคก็จะตกผลึกอยู่ในรูปของผลึกยูเรท (urate crystal) สะสมตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดอาการอักเสบของอวัยวะนั้น ๆ ตำแหน่งที่มีผลึกยูเรทสะสมได้มากและบ่อยได้แก่บริเวณเส้นเอ็น พังผืดและกระดูกอ่อนของข้อต่อ เนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนังและเนื้อไต จึงทำให้เกิดข้ออักเสบหรือที่เรียกว่า โรคเก๊าท์ ผลึกยูเรทที่เนื้อไต ทำให้เกิดไตอักเสบเรื้อรัง หรือมีนิ่วในกรวยไตหรือทางเดินปัสสาวะ อาการของไตวายมักจะเกิดภายหลังผู้ป่วยมีอาการข้ออักเสบ 5-20 ปี ร้อยละ 25 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะตายจากภาวะไตวาย ผลึกยูเรทที่ใต้ผิวหนังจะเห็นเป็นก้อนทูมค่อย ๆ โตขึ้น บางครั้งจะอักเสบปวดบวมแดงร้อน

 

- คนที่ตรวจพบว่ามีกรดยูริคสูงในเลือด แต่ไม่มีอาการอักเสบหรือนิ่วของไตหรือไตอักเสบจากผลึกยูเรทคั่ง เรายังไม่เรียกว่าโรคเก๊าท์ เพราะคนเหล่านี้มีประมาณร้อยละ 30 เท่านั้นที่จะเป็นโรคเก๊าท์ อีกร้อยละ 60-70 จะมีแค่กรดยูริคสูง แต่ไม่มีอาการใด ๆ เลยตลอดชีวิต ดังนั้น ผู้ที่เช็คเลือดพบว่ายูริคสูงเล็กน้อยจึงอย่าวิตกกังวลว่าจะต้องเป็นโรคเก๊าท์ และไม่จำเป็นที่จะต้องกินยารักษา

 

เพศ และ วัย ที่พบว่าเป็นโรคนี้ได้บ่อย

- โรคเก๊าท์พบบ่อยในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในอัตราส่วน 9-10 : 1 ดังนั้นนอกจากกรรมพันธุ์ถ่ายทอดแล้ว ฮอร์โมนเพศมีส่วนเกี่ยวกับอาการโรคเก๊าท์ คือ ในเพศหญิงวัยที่ยังไม่หมดระดูแทบจะไม่พบโรคเก๊าท์เลย เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนในหญิงทำให้ไตขับกรดยูริคได้ดี จึงทำให้กรดยูริคไม่สูงมาก จนเมื่อหมดระดูจึงมีการคั่งของกรดยูริคมากขึ้น

- ผู้ป่วยโรคเก๊าท์จึงมักจะเป็นเพศชายอายุ 35 ปีขึ้นไป สำหรับเพศหญิงมักมีอายุ 50-60 ปีขึ้นไป

 

อาการ และโรคแทรกซ้อน

- ข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์มีลักษณะจำเพาะมาก กล่าวคือ มีอาการอักเสบของข้อเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงมากคล้าย ๆ กับมีฝีเกิดขึ้นที่บริเวณข้อ บริเวณข้อที่ชอบเป็นครั้งแรกมักเป็นที่ข้อเท้า ข้อเข่า หรือหัวแม่เท้า

 

- ผู้ป่วยอาจมีประวัติไปกินเลี้ยง ดื่มเหล้า หรือกินอาหารมากผิดปกติ หรือเดินสะดุด ก่อนมีอาการปวดข้อ ตั้งแต่เริ่มมีอาการเพียง 2-3 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะปวดข้อมากจนเดินไม่ไหว ใส่รองเท้าไม่ได้ บางครั้งจะมีไข้ร่วมด้วย หากไม่รักษาอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 3-4 วัน จนหายไปเองใน 5-7 วัน

 

- ในระยะแรกข้ออักเสบจะนาน ๆ เป็นครั้ง เช่น ทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ตำแหน่งเดิม ต่อมาจะเพิ่มความบ่อยขึ้นตามลำดับ เช่น ทุก ๆ 4-6 เดือน และ 2-3 เดือน จนกลายเป็นทุกเดือนหรือเดือนละหลาย ๆ ครั้ง จำนวนข้อที่อักเสบก็จะเพิ่มขึ้นจาก 1 เป็น 2, 3, 4 จนเป็นหลาย ๆ ข้อ

 

- ข้อที่เป็นบ่อยมักจะเป็นที่เข่า และข้อเท้า นิ้วเท้า แต่เมื่อเป็นมกจะเป็นที่ข้อมือ ข้อศอก นิ้วมือ และในที่สุดจะเป็นได้เกือบทุกข้อในร่างกาย ขณะเดียวกันข้อที่อักเสบจะหายช้าลง ๆ จาก 5-7 วัน กลายเป็น 7-14 วัน จนบางครั้งเป็นตลอดเวลา

 

- ในระยะที่มีข้ออักเสบหลาย ๆ ข้อ ผู้ป่วยมักสังเกตได้ว่ามีปุ่มก้อนขึ้นบริเวณที่เคยอักเสบบ่อย ๆ และก้อนจะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งอาจแตกออกมีสารขาว ๆ คล้ายแป้งดินสอพองหรือยาสีฟันไหลออกมา แผลที่แตกออกจะหายช้ามาก และจะเป็นแผลเป็น ต่อไปข้อต่าง ๆ จะผิดรูปและใช้งานไม่ได้ในที่สุด

 

- จากอาการที่เริ่มมีข้ออักเสบหนึ่งข้อจนถึงหลาย ๆ ข้อ และมีปุ่มก้อนมักกินเวลา 5-20 ปี แล้วแต่ความรุนแรง สำหรับคนไทยพบว่าบางคนเพียงแค่ 2-3 ปี เท่านั้นจะเริ่มมีปุ่มก้อนและมีอาการไตวายได้ ดังนั้นโรคเก๊าท์ในคนไทยจึงมีความรุนแรงมากกว่าชาวต่างประเทศมากทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ดีกินดีกว่าเขาเลย

 

- ประมาณร้อยละ 25 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะมีนิ่วของทางเดินปัสสาวะด้วย ซึ่งครึ่งหนึ่งจะมีประวัติของนิ่งก่อนอาการข้ออักเสบ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีนิ่วของทางเดินปัสสาวะจึงควรเช็คกรดยูริคทุกราย เพื่อจะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วมากขึ้น เพื่อจะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วมากขึ้น หรือเป็นโรคไตวายและโรคเก๊าท์ทีหลัง

 

- เนื่องจากโรคนี้มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบรุนแรงถึงขึ้นทำงานไม่ได้ ผู้ป่วยจึงมักพยายามหาทางรักษาเสมอ ปรากฏว่าผู้ป่วยเก๊าท์ที่รับไว้ในโรงพยาบาลศิริราชมักจะมาด้วยโรคแผลในกระเพาะ เลือดออกในกระเพาะ หรือกระเพาะทะลุ จากยาที่กินมากมาย หลายขนานเป็นเวลานาน ๆ บางรายมาด้วยแพ้ยารุนแรง จนถึงแก่กรรมไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ เพราะในปัจจุบันนี้เราสามารถจะรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดโรคเก๊าท์กำเริบได้อีกเกือบร้อยละ 100

 

 

การรักษาและการป้องกัน

- สิ่งสำคัญเรื่องโรคเก๊าท์อยู่ที่การป้องกันไม่ให้ข้ออักเสบกำเริบบ่อย ๆ จนเกิดปัญหาดังกล่าวข้างต้น และป้องกันไม่ให้เกิดไตพิการในอนาคต และหลายรายเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วในไตหรือทางเดินปัสสาวะ ซึ่งทรมานผู้ป่วยจนบางรายถึงขนาดต้องโดนผ่านิ่วหลายครั้งหรือถูกตัดไตทิ้งไปข้างใดข้างหนึ่งในที่สุด

 

- แพทย์หรือร้ายขายยาส่วนใหญ่มักจะทราบยาที่รักษาข้ออักเสบของโรคเก๊าท์แบบชั่วคราว แต่ไม่รู้จักควบคุมอาการไม่ให้กำเริบอีกโดยไม่ต้องเสี่ยงกับยาอันตรายที่ทำให้กระเพาะเป็นแผลได้

 

- หลักการรักษาโรคเก๊าท์ต้องแบ่งเป็น 3 ประเด็น ดังนี้

  • การรักษาข้ออักเสบ
    • ในระยะเฉียบพลัน และเป็นนานไม่เกิน 48 ชั่วโมง อาจให้ โคซิซิน (Colchicine) 2-3 เม็ดต่อวัน ข้อจะหายปวดเร็วมากภายใน 2-3 วัน แล้วลดยาลงเหลือ 1 เม็ดต่อวัน ข้อดีของยาคือไม่กัดกระเพาะเป็นแผล ข้อเสียคืออาจเกิดอาการท้องเสียได้หากขนาดของยามากขึ้นไป ซึ่งหากมีอาการท้องเสียให้หยุดยานี้จนกว่าหายท้องเสียแล้วเริ่มกินยาใหม่ในขนาดที่น้อยลง
    • ยาอื่น ๆ ที่ใช้ได้แต่ทุกตัวจะมีฤทธิ์ระคายกระเพาะอาหารมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล จึงสมควรกินหลังอาหารเสมอ และอาจกินร่วมกับยา อัลมาเจล (Almagel) หรือ อลั่มมิลค์ (Alum Milk) แต่จัดว่าเป็นยาค่อนข้างปลอดภัย ได้แก่ ไอบลูโปรเฟน (Ibuprofen), นาโปรเซน (Naproxen), ซูลินแดค (Sulindac),ไพรรคิซิคาม (Prioxicam), อินโดเมธาซิน (Indemethacin) เป็นต้น โดยให้วันละ 3-4 เม็ดจนกว่าอาการทุเลาจึงลดขนาดยาลงจนหยุดยาไปภายใน 4-7 วัน
    • ไม่ควรใช้ยากลุ่ม ฟีนิวบิวตาโซน (Phenybutazone) และ ออกซิเฟนบิวตาโซน (Oxyphenbutazone) เพราะเสี่ยงกับการเกิดภาวะไขกระดูกไม่สร้างเลือด (Aplastic anemia) ได้โดยไม่จำเป็น เนื่องจากมียาอื่นที่ปลอดภัยกว่า และใช้ได้ผลดีดังกล่าว แต่ปรากฏว่าในท้องตลาดเมืองไทยยากลุ่มนี้ขายดีมาก เพราะมักถูกจัดอยู่ในยาชุดแก้ปวดข้อแบบครบจักรวาล แถมขนาดยาที่ผลิตนั้นมากจนอยู่ในขั้นอันตราย คือ ยาหนึ่งเม็ดมีขนาดเท่ากับยาสองเม็ดของต่างประเทศ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมประเทศเราจึงมีผู้ป่วยโรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดมากมายเช่นนี้
  • การป้องกันไม่ให้ข้ออักเสบกำเริบอีก
    • ยาที่ได้ผลดีมาก คือ โคชิซิน วันละ 1-2 เม็ดตลอดไป สำหรับผู้ที่ข้ออักเสบบ่อยจนไม่สามารถทำมาหากินตามปกติได้ สำหรับผู้ที่นาน ๆ จะมีข้ออักเสบสักครั้งให้พกยาเม็ดติดตัว พอรู้สึกว่าข้อเริ่มอักเสบให้กินยาโคชิซิน 1 เม็ดทันที และซ้ำได้วันละ 2-3 เม็ดเป็นเวลา 1-2 วัน ยานี้หากกินแต่เนิ่น ๆ จะป้องกันไม่ให้เกิดข้ออักเสบรุนแรงขึ้นแบบเต็มที่และทำให้หายปวดข้อได้เร็วมาก
  • การลดกรดยูริคให้อยู่ในระดับต่ำ
    • เพื่อป้องกันการตกผลึกของยูเรท และไปละลายผลึกยูเรทที่ตกตะกอนตามที่ต่าง ๆ ของร่างกายให้หายไปทีละน้อย ๆ ดังนั้นยาลดกรดยูริคจึงควรกินติดต่อกันทุก ๆ วันเป็นปี ๆ หรือตลอดชีพ ทั้งนี้แล้วแต่ความรุนแรงของโรคเก๊าท์
    • ยาลดกรดยูริคมี 2 พวก คือ 
    1. พวกที่ทำให้มีการขับยูริคออกทางไตมากขึ้น เหมาะสำหับผู้ที่ไตปกติและไม่มีนิ่วในไต ยาที่ใช้คือ โปรเบเนซิด (Probenecid) 1-2 เม็ดต่อวัน การจัดยาต้องอาศัยตรวจระดับกรดยูริค ว่าต่ำลงมาอยู่ในขั้นน่าพอใจหรือไม่ ผู้ที่กินยาชนิดนี้ควรดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วกรดยูริคในไต ยานี้มีราคาถูกกว่าและปลอดภัยกว่ายากลุ่ม 2 แต่ห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคไตวายหรือมีนิ่วในไต
    2. พวกที่ตัดการสร้างของกรดยูริคในร่างกาย ได้แก่ แอบโลพูรินอล (Allopurinol) 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน ยาตัวนี้มีอันตราย คือ เกิดตับอักเสบได้ แต่ที่พบบ่อย คือ เกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรงถึงขั้นผิวหนังเป็นผื่น พุพอง แดงลอกหมดทั่วตัว ซึ่งมีอัตราตายสูงมาก วิธีป้องกันคือ หากกินยาแล้วรู้สึกมีอาการคันตามตัวโดยยังไม่มีผื่น หรือเริ่มมีผื่นแดง แต่ไม่รุนแรงต้องหยุดยาทันที มิฉะนั้นจะแพ้ยารุนแรงขึ้นจนเกิดภาวะดังกล่าวได้ ซึ่งแม้รับการรักษาในโรงพยาบาลก็อาจแก้ไขไม่ทัน
    • เมื่ออาศัยยาทำให้ลดกรดยูริคลงมาในระดับปกติแล้ว ผลึกยูเรทที่คั่งตามที่ต่าง ๆ จะละลายหายไป ตุ่มก้อนที่ขึ้นใต้ผิวหนังหรือตามข้อก็จะยุบหายไปในที่สุด และข้อดีก็คือผู้ป่วยจะมีอิสรเสรีในการกินอาหารพวกสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ฯลฯ หรืออาหารทุกชนิดได้เหมือนคนธรรมดาทุกประการ

 

ข้อคิดเตือนใจ

1. อาการของโรคเก๊าท์สามารถรักษาให้หายได้หรือป้องกันไม่ให้เป็นอีกได้เกือบร้อยละร้อย

2. หากใช้ยาให้ถูกต้อง ผู้ป่วยจะไม่เสี่ยงกับยากัดกระเพาะเป็นแผล หรือยาพวกสเตอรอยด์ซึ่งมีภัยมหาศาลหรือยาที่ทำให้เกิดโรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือด

3. ยาที่จัดถูกต้องแล้วต้องกินติดต่อกันเป็นปี ๆ จนกว่าไม่มีผลึกยูเรทสะสมในร่างกายอีกจึงเลิกได้

4. โรคเก๊าท์ไม่จำเป็นต้องงดอาหารแสลงใด ๆ หากควบคุมด้วยยาลดกรดยูริคในขนาดพอเหมาะ

5. โรคข้ออักเสบหรือปวดข้อชนิดอื่นไม่ต้องอดอาหาร "แสลง" ใด ๆ ทั้งสิ้น ควรกินอาหรครบ 5 หมู่ ตามปกติเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

 

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป