โรคผื่นแพ้แสงแดด

4 ก.พ. 2558 10:06 น. | เปิดอ่าน 27,023 | ความคิดเห็น 0

 

- แสงแดด เป็นสิ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยในการผลิตวิตามินดี เป็นปัจจัยหลักของวงจรการสังเคราะห์จุดเริ่มต้นวงจรอาหารของมนุษย์ แต่ก็เป็นสาเหตุของโรคหลายชนิดโดยเฉพาะโรคที่เกิดกับผิวหนัง เช่น มะเร็งผิวหนัง และ โรคผื่นแพ้แสง หรือ ผื่นแพ้แสงแดด (Photodermatitis หรือ Sun poisoning หรือ Photo allergy)

 

โรคผื่นแพ้แสง ในที่นี้หมายถึง กลุ่มโรคผิวหนังที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยแสง/แสงแดด ซึ่งตัวที่กระตุ้น คือ แสงยูวี (Ultraviolet light) ในแสงแดด ซึ่งโรคในกลุ่มนี้ประกอบด้วยหลายโรคและหลายสาเหตุ ตัวอย่างเช่น

  • โรคผื่นแพ้แสงสาเหตุจากความผิดปกติของผิวหนังเอง ที่ปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกการเกิดชัดเจน ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เช่น โรค Polymorphous light erup tion, และ โรค Chronic actinic dermatosis ซึ่งทำให้เกิดผื่นคันเรื้อรังบริเวณผิวหนังที่สัมผัสแสงแดด
  • ผื่นแพ้แสงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกร่างกาย กระตุ้นให้เกิดอาการผื่นแพ้เมื่อสัมผัสกับแสงแดด (Photoallergic dermatitis) ตัวอย่างเช่น ในบางคนที่แพ้น้ำหอม เมื่อถูกแสงแดดกระตุ้นจะทำให้เกิดอาการผื่นแพ้ขึ้น หรือผื่นที่ถูกกระตุ้นให้เกิดจากการโดนแสงแดดหลังสัมผัสพืชบางชนิด เช่น มะกรูด มะนาว
  • ผื่นแพ้แสงที่เป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ตัวอย่างเช่น อาการผื่นจากผิวหนังที่เกิดจากการรับประทานยาฆ่าเชื้อ/ยาปฏิชีวนะบางชนิด แล้วผิวหนังได้รับแสงแดด เช่น ยา Tetra cycline และยังมียาอีกหลายชนิดที่ทำให้ผิวเกิดการไวเกิน (Sensitive) ต่อการถูกกระตุ้นจากแสง แดดได้ เช่น ยาฆ่าเชื้อรา Griseofulvin , ยารักษาสิว Retinoic acid , ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAID)
  • ผื่นแพ้แสงที่เป็นส่วนหนึ่งของอาการในโรคของระบบอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น  ผื่นแพ้แสงในคนที่เป็นโรคเอสแอลอี (SLE)
  • ผื่นแพ้แสงที่เกิดจากการขาดวิตามิน ทั้งที่เป็นโรคแต่กำเนิด หรือมาเกิดเป็นภาย หลัง เช่น ในคนที่เป็นพิษสุราเรื้อรัง ตัวอย่างคือ ผื่นจากการขาดวิตามิน บี 3 (โรค Pellagra)

 

ผื่นแพ้แสงเกิดได้อย่างไร?

การที่ผิวหนังมีการตอบสนองต่อแสงแดด เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากยาบางชนิด (ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ บทนำ) สารเคมี โรคทางกายต่าง ๆ (เช่น โรคเอสแอลอี/SLE) โรคทางพันธุกรรม และบางส่วนยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ซึ่งเมื่อเกิดผื่นแพ้แสงขึ้น แนวทางในการหาสาเหตุ คือ การรวบรวมข้อมูลทั้งจากการสอบถามประวัติทางการแพทย์ การตรวจร่างกาย การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง และการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อการวินิจฉัยหาสา เหตุว่าเกิดจากโรคในกลุ่มโรคใด 

 

ผื่นแพ้แสงติดต่ออย่างไร?

โรคผื่นแพ้แสง เป็นโรคเฉพาะตัว ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม เช่น ทางอาหาร น้ำดื่ม การหายใจ คลุกคลี สัมผัสตัว/สัมผัสรอยโรค และ/หรือสัมผัสเครื่องใช้

 

ผื่นแพ้แสงมีอาการอย่างไร?

เนื่องจากสาเหตุของโรคในกลุ่มผื่นแพ้แสงนี้เกิดได้จากหลายโรค จึงมีอาการได้หลายลักษณะ จุดในการสังเกตตนเองว่า เรามีโรคผื่นแพ้แสงที่เกิดจากการตอบสนองของผิวหนังที่ผิดปกติต่อแสงแดดหรือไม่ อาการเหล่านี้ที่จะกล่าวถึง คือ ข้อสังเกตที่แตกต่างของอาการผื่นแพ้แสงกับโรคผิวหนังที่เกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งอาการ/ข้อสังเกตเหล่านี้ ได้แก่

  • ผื่นผิวหนังที่ผิดปกติ จะพบบริเวณผิวหนังที่ได้รับแสงแดด เช่น บริเวณใบหน้า แขน ขา ลำคอ ที่อยู่นอกร่มผ้า มักไม่พบผื่นในบริเวณผิวหนังที่ไม่ถูกแสงแดด เช่น ข้อพับ เปลือกตาบน และผิวหนังในร่มผ้า อาการขึ้นผื่นจะเป็นมากขึ้นเมื่อสัมผัสแสงแดด เช่น ในช่วงที่มีกิจกรรมกลางแจ้งมาก ช่วงฤดูท่องเที่ยวทะเล ช่วงฤดูร้อน 
  • ลักษณะของผื่นแพ้แสงนั้นมีได้หลายลักษณะขึ้นกับสาเหตุของแต่ละโรคที่ทำให้เกิดผื่นแพ้แสง เช่น อาจมีลักษณะผื่นคันเหมือนอาการแพ้ทั่วไป หรือมีลักษณะผื่นแดง แสบ เหมือนอาการผิวไหม้

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

หากมีผื่นผิวหนังผิดปกติที่สงสัยว่ามีสาเหตุจากผื่นแพ้แสง สามารถพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการวินิจฉัย รักษา และรับคำแนะนำได้เสมอ

 

แพทย์วินิจฉัยผื่นแพ้แสงได้อย่างไร?

การวินิจฉัยผื่นแพ้แสงเช่นเดียวกับโรคผิวหนังอื่น ๆ คือ การสอบถามประวัติทางการแพทย์ (แต่ผื่นแพ้แสงนั้น การวินิจฉัยต้องการประวัติที่ค่อนข้างละเอียด รวมถึงกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน ผลิตภัณฑ์ ยา สารเคมีต่าง ๆ ที่สัมผัสในชีวิตประจำวัน เพื่อหาความสัมพันธ์กับสาเหตุที่กระตุ้นให้ผิวหนังเกิดการตอบสนองต่อแสงแดดที่ผิดปกติ) การตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุของโรคอื่น ๆ การตรวจรอยโรคที่ผิวหนังเพื่อยืนยันว่ารอยโรคเกิดในบริเวณที่ผิวหนังสัมผัสแสงแดด การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของโรคทางกายที่อาจเป็นสาเหตุของผื่นแพ้แสง ซึ่งที่สำคัญ คือ การตรวจเพื่อทดสอบการตอบสนองของผิวหนังต่อแสงแดดว่า มีการตอบสนองที่ผิดปกติหรือไม่ (Phototesting) ซึ่งทำได้เฉพาะในศูนย์โรคผิวหนังขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียนแพทย์

 

รักษาผื่นแพ้แสงอย่างไร?

การรักษาผื่นแพ้แสงขึ้นกับสาเหตุของผื่นแพ้แสงนั้น ตัวอย่างเช่น

  • ผื่นแพ้แสงที่เกิดจากการแพ้สารเคมี การรักษา คือ การเลี่ยงสัมผัสกับสารเคมีนั้น และรักษาตามอาการด้วยยาทาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง
  • ผื่นแพ้แสงที่เกิดจากการขาดวิตามิน การรักษา คือ โดยการให้วิตามินชนิดนั้น ๆ เสริมอาหาร
  • ผื่นแพ้แสงที่เกิดจากโรคเอสแอลอี การรักษา คือ การรักษาโรคเอสแอลอี

 

ผื่นแพ้แสงก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่เกิดจากผื่นแพ้แสง ตัวอย่างเช่น ทำให้เกิดปัญหาด้านความงามในผู้ป่วยที่มีรอยโรคตามใบหน้าและลำตัว และเกิดความไม่สบายตัวจากอาการแสบคัน 

 

ผื่นแพ้แสงมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของผื่นแพ้แสงขึ้นกับสาเหตุ ถ้ารักษาควบคุมสาเหตุได้ อาการผื่นแพ้แสงก็จะดีขึ้น ควบคุมได้ เช่น หากเกิดจากอาการแพ้สารเคมี เมื่อหยุดสัมผัสสารเคมี ร่วมกับการรักษาตามอาการ ผื่นแพ้แสงก็จะดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวอาการผื่นแพ้แสงเอง โดยส่วนใหญ่มีการพยากรณ์โรคที่ดี รักษา ควบคุมได้จากการหลีกเลี่ยงแสงแดด และการใช้ยาทาที่รอยโรคเพื่อการรักษาอาการทางผิวหนัง เช่น ขึ้นผื่น แสบ คัน

 

ดูแลตนเองและป้องกันผื่นแพ้แสงอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อมีผื่นแพ้แสง จะเช่นเดียวกับการป้องกันการเกิดผื่นแพ้แสง ซึ่งได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด โดยเฉพาะเวลาที่มีแสงแดดจัด คือ เวลา 10.00 - 15.00 นาฬิกา
  • ป้องกันผิวหนังได้รับแสงแดดโดยตรง ด้วยการทาครีมกันแดดทั้งใบหน้า แขน ขา ในและนอกร่มผ้า
  • ใช้อุปกรณ์เพื่อป้องกันแสงแดด เช่น สวมเสื้อกางเกงแขนยาว ขายาว ใช้ร่ม สวมหมวกปีกกว้าง สวมแว่นตากันแดด
  • ระมัดระวัง และ สังเกตุ ปฏิกิริยาของผิวหนังเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เช่น น้ำหอม ครีม โลชัน เพื่อการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นั้น ๆ

แก้ผื่นแพ้ง่าย ๆ กับของใกล้ตัว 

​1. แตงกวา

- เมื่อเกิดผื่นคันจากอาการแพ้ เราสามารถใช้แตงกวาสไลด์บาง ๆ นำมาแปะผิวบริเวณที่เกิดอาการ เพื่อบรรเทาความแสบร้อนและลดผื่นคันได้ เพราะแตงกวามีคุณสมบัติของความเย็น จึงสามารถลดอาการลุกลามที่อาจเกิดขึ้นบนผิวหนังของเราได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถปั่นแตงกวาให้พอละเอียด แล้วนำมาทาบนผิวหนังที่เป็นผื่นแดงแสบร้อนได้เช่นกัน

2. เปลือกกล้วย

กล้วยก็เป็นผลไม้ที่มีความเย็น ซึ่งสามารถบรรเทาผดผื่นคัน หรืออาการแสบร้อนจากการแพ้ได้เหมือนแตงกวา ดังนั้น เมื่อเกิดผื่นคันจากอาการแพ้ คุณก็สามารถนำเปลือกกล้วยด้านในมาประคบบริเวณที่เกิดอาการได้เลย แต่ถ้าไม่มีเปลือกกล้วย จะใช้เปลือกแตงโมแทนก็ได้ค่ะ วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีบรรเทาอาการคันที่ใช้กันมานมนานอีกด้วย

3. น้ำส้มสายชูสกัดจากแอปเปิล (แอปเปิลไซเดอร์)

ในน้ำส้มสายชูสกัดจากแอปเปิล หรือแอปเปิลไซเดอร์ที่เราใช้ประกอบอาหารกันอย่างแพร่หลาย ก็มีตัวยาที่สามารถถอนพิษ และบรรเทาอาการแพ้บนผิวหนังได้ดีอย่างเหลือเชื่อ เพียงแค่นำกระดาษชุบแอปเปิลไซเดอร์ให้ชุ่ม แล้วนำมาประคบบนผิวบริเวณที่โดนพิษ ทิ้งไว้สักพักเพื่อให้แอปเปิลไซเดอร์ดูดเอาสารพิษออกจากผิวหนังให้หมด เท่านี้ก็สามารถบรรเทาอาการแสบร้อน และลดผื่นคันบนผิวหนังได้แล้วจ้า

4. เบกกิ้งโซดา

หากเกิดอาการแพ้จากสารเคมีแบบเฉียบพลัน จนผิวมีผื่นแดงเป็นปื้น เราสามารถใช้เบกกิ้งโซดาถอนพิษ และบรรเทาอาการได้ ด้วยการผสมเบกกิ้งโซดา 3 ช้อนชา กับน้ำสะอาด 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน และนำมาทาผิวบริเวณที่โดนพิษ รอจนเบกกิ้งโซดาแห้ง และหลุดลอกออกเองแล้วค่อยล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง 

แต่ถ้าบริเวณที่โดนพิษมีขนาดกว้างมาก แนะนำให้ผสมเบกกิ้งโซดาปริมาณ 1 ถ้วยตวง ลงในน้ำเย็น คนให้เข้ากัน แล้วนำส่วนของร่างกายที่โดนพิษไปจุ่มไว้สักพัก พอให้อาการแสบร้อนทุเลาลง หรือถ้าเป็นแผล ก็ผสมเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนชา กับน้ำสะอาด 1 ลิตร คนให้เข้ากัน แล้วนำผ้าก๊อซฆ่าเชื้อมาจุ่มน้ำที่ผสมเบกกิ้งโซดาให้ชุ่ม จากนั้นนำไปแปะแผลเพื่อถอนพิษ และบรรเทาอาการผื่นคันแสบร้อน

5. ข้าวโอ๊ต

สำหรับผื่นคันที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย ไม่ว่าจากการโดนแมลงสัตว์กัดต่อย หรือแพ้สารเคมีอะไรก็ตาม ให้บรรเทาอาการคันด้วยการนำข้าวโอ๊ต 1 ถ้วยตวง ไปบดจนละเอียดให้เป็นผง เสร็จแล้วนำมาเทใส่ผ้าขาวบาง หรือถุงน่องที่ยังไม่ใช้ก็ได้ มัดปากให้เรียบร้อยแน่นหนา แล้วนำไปแขวนไว้ที่ใต้ก๊อกน้ำในอ่างอาบน้ำ จากนั้นก็เปิดน้ำอุ่น ให้น้ำไหลผ่านถุงข้าวโอ๊ตบดที่เรานำไปแขวนไว้ พอน้ำเต็มอ่างคุณก็สามารถแช่ตัวได้ตามสบาย แนะนำให้แช่อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้สารอาหารจากข้าวโอ๊ตรักษาอาการคันตามผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ว่านหางจระเข้

วุ้นในว่านหางจระเข้มีความเย็น และมีคุณสมบัติบรรเทาอาการแสบร้อน รอยไหม้บนผิวหนังได้อย่างดี ดังนั้น หากคุณมีผิวไหม้จากแสงแดด หรือจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถนำวุ้นของว่านหางจระเข้ มาบดให้เป็นเจล แล้วนำมาทาผิวบริเวณที่แสบร้อน เพื่อบรรเทาอาการ นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังสามารถรักษาอาการคันจากผื่นแพ้ได้ด้วยค่ะ

7. รับบิ้ง แอลกอฮอล์ (Rubbing alcohol)

เมื่อผิวหนังสัมผัสกับสารพิษ พิษก็อาจจะลุกลาม ทำให้เกิดผื่นแดงบริเวณกว้างได้ ดังนั้น เราจึงควรใช้รับบิ้งแอลกอฮอล์ยับยั้งการลุกลามของพิษและผื่นคันทันทีที่ผิวหนังโดนสารพิษ ด้วยการใช้สำลีชุบรับบิ้งแอลกอฮอล์ให้ชุ่ม และนำมาเช็ดทำความสะอาดแผล หรือผิวบริเวณที่โดนพิษ จะเช็ดให้ทั่วผิวหนังเพื่อป้องกันการลุมลามของพิษด้วยก็ดีค่ะ

8. น้ำมะนาว

คุณสมบัติพิเศษของน้ำมะนาว คือ สามารถกำจัดความมันส่วนเกินออกจากผิวหนังของเราได้ ดังนั้น ถ้าหากคุณสัมผัสกับยางของต้นไม้ จนเกิดผื่นแดงและอาการคัน ก็สามารถใช้น้ำมะนาวทาผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับยางต้นไม้ได้เลยทันที เพื่อให้น้ำมะนาวกำจัดยางต้นไม้บนผิวหนังของคุณออกก่อนที่มันจะซึมซาบลงบนผิว และกัดผิวคุณจนเกิดผื่นแดงได้ในที่สุด

9. น้ำไหล

ทันที่โดนพิษจากสารเคมี หรืออะไรก็ตามที่สามารถทำร้ายผิวของเราให้ระคายเคืองได้ สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ ล้างพิษออกด้วยการเปิดให้น้ำไหลผ่าน และถ้ามีสบู่อยู่ใกล้ ๆ ก็ทำความสะอาดผิวบริเวณนั้นด้วยสบู่อีกครั้ง เพื่อกำจัดสารพิษ และลดโอกาสที่พิษจะลุกลาม ทำร้ายผิวให้เกิดแผลหรือผื่นคันต่อไป แต่ห้ามใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเด็ดขาด เพราะน้ำร้อนจะเปิดรูขุมขน ให้พิษซาบซึมลงสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

10. เจลเย็น

ผื่นคันจะทำให้ผิวหนังของเรามีความร้อน ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เราเกาจนเกิดแผลถลอก ก็ควรนำเจลเย็นมาประคบผิวบริเวณที่คันทันที จะเลือกใช้ วิซ ฮาเซลท์ (Witch hazel) ทาลงบนผิวที่คันโดยตรง หรือจะใช้สำลีก้อนจุ่มในน้ำชา แล้วนำไปประคบผิวบริเวณที่คัน รอจนสำลีแห้ง จากนั้นก็นำสำลีออกก็ได้ สะดวกวิธีไหนก็เลือกได้ตามสบาย แต่ถ้าอาการยังไม่ทุเลาก็ทำซ้ำอีกครั้งจนดีขึ้นนะคะ

 

 

 

 


ขอบคุณ

หมอแอน

(แพทย์แผนไทย ธิติมา อุ้ยคำ บว., บภ.)

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป