โรคปวดหัวกับสมุนไพรใกล้ตัว

26 มิ.ย. 2558 14:33 น. | เปิดอ่าน 21,202 | ความคิดเห็น 0

 

- โดยทั่วไปพบว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ใหญ่ เคยปวดศีรษะมาแล้วไม่มากก็น้อย หากเป็นมากจะมีผลกระทบต่อการทำงาน ต้องหยุดงานเพื่อเข้าโรงพยาบาลให้แพทย์ตรวจ อาการที่ตรวจพบก็ขึ้นอยู่กับชนิดของอาการที่เป็น สำหรับผู้หญิงมักจะปวดศีรษะก่อนมีประจำเดือน หรืออาจจะปวดไปพร้อมกับการมีประจำเดือน อาการที่ปวดศีรษะจะปวดข้างเดียวหรืออาจจะปวดทั้งสองข้างก็ได้ การปวดศีรษะมีหลายชนิด


ชนิดที่พบบ่อย คือ

1. ปวดแบบเทนชั่น (tension headaches)

- โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ มักจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่องนานเป็นวัน ๆ จนถึงเป็นสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน โดยจะปวดพอรำคาญ หรือทำให้รู้สึกไม่สุขสบาย และจะปวดอย่างคงที่ ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรก ๆ ที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง

  • สาเหตุ อาการปวดศีรษะของผู้ป่วยโรคนี้เป็นผลมาจากมีการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้า ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุและกลไกของการเกิดโรคอย่างแน่ชัด สันนิษฐานว่าเกิดจาก การมีสิ่งเร้ากระตุ้นที่กล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณรอบกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทขึ้นตรงประสาทส่วนกลาง (อาจเป็นบางส่วนของไขสันหลัง หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ที่เลี้ยงบริเวณศีรษะและใบหน้า) แล้วส่งผลกลับมาที่กล้ามเนื้อรอบกะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าว รวมทั้งอาจมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมี เช่น เอนดอร์ฟิน และซีโรโทนิน ในเนื้อเยื่อดังกล่าว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ส่วนใหญ่มักพบว่ามีสาเหตุกระตุ้น ได้แก่ ความเครียด หิวข้าวหรือกินข้าวผิดเวลา อดนอน ตาล้า ตาเพลีย (จากใช้สายตามากเกิน) นอกจากนี้ ยังพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีโรควิตกกังวลซึมเศร้า ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือการปรับตัว บางครั้งอาจพบร่วมกับโรคปวดศีรษะไมเกรน
  • อาการ ลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อ ๆ หนัก ๆ ที่ขมับ หน้าผาก กลางศีรษะ หรือท้ายทอยทั้ง 2 ข้าง หรือทั่วศีรษะ หรือปวดรอบศีรษะคล้ายเข็มขัดรัด ต่อเนื่องกันนานครั้งละ 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มักจะปวดนานเกิน 24 ชั่วโมง บางคนอาจปวดนานติดต่อกันทุกวันเป็นสัปดาห์ ๆ หรือเป็นแรมเดือน โดยที่อาการปวดจะเป็นอย่างคงที่ ไม่ปวดรุนแรงขึ้นจากวันแรก ๆ ที่เริ่มเป็น ส่วนมากจะเป็นการปวดตื้อ ๆ หนัก ๆ พอรำคาญหรือรู้สึกไม่สุขสบาย ส่วนมากที่อาจปวดรุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการทำกิจวัตรประจำวัน ผู้ป่วยจะไม่มีไข้ ไม่เป็นหวัด ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาพร่าตาลาย และไม่ปวดมากขึ้นเมื่อถูกแสง เสียง กลิ่น หรือมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย อาการปวดศีรษะอาจเริ่มตั้งแต่หลังตื่นนอนหรือในช่วงเช้า ๆ บางคนอาจเริ่มปวดตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ หรือหลังจากได้คร่ำเคร่งกับงานมากหรือขณะหิวข้าว หรือมีเรื่องคิดมาก วิตกกังวล มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือนอนไม่หลับ
  • การวินิจฉัย แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้จากลักษณะอาการ และประวัติเกี่ยวกับความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ การคร่ำเคร่งกับงาน นอกจากมีอาการไม่ชัดเจนและสงสัยเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง จึงจะส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยและญาติจึงควรบอกเล่าประวัติ และอาการเจ็บป่วยอย่างละเอียด เช่น ปัญหาครอบครัว (สามีมีภรรยาน้อย เล่นการพนัน การทะเลาะกัน) ปัญหาการงาน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ถูกต้องและไม่หลงไปส่งตรวจพิเศษ ให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

 

2. ปวดศีรษะเนื่องจากหลอดเลือด

มีคนไข้จำนวนหนึ่งมีอาการปวดศีรษะที่เป็นผลมาจากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงสมอง หรือประสาทส่วนกลางไม่เพียงพอ

  • ปวดศีรษะแบบไมเกรน (migraines) จะปวดรุนแรง ปวดแบบตุบ ๆ (throbbing pain) ของศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง คนไข้บางคนมีอาการคลื่นไส้ และมีความรู้สึกไวต่อแสง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดแบบไมเกรนนี้จะปวดนาน เป็นชั่วโมงหรือนานเป็นหลายวัน ปวดแบบไมเกรนมักจะมีอาการนำก่อน คือ จะมีอาการปวดเตือนก่อนล่วงหน้าก่อนที่จะมีการปวดศีรษะจริง เช่น มีอาการร้อนแปล๊บ ๆ ที่หน้าผาก มีอาการแปล๊บ ๆ ที่ตาคล้ายฟ้าแลบ ปัจจัยที่ทำให้เป็นไมเกรน คือ พักผ่อนน้อย นอนดึก น้ำตาลในเลือดต่ำ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก อารมณ์หงุดหงิดบ่อยหรือร่างกายอ่อนเพลียหลังจากตรากตรำทำงานมาก ปวดแบบไมเกรนมักเกิดกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ มักปวดในขณะที่มีประจำเดือนหรือก่อนมีประจำเดือน และมักจะมาตามสายพันธุ์ (กรรมพันธุ์)
  • ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (cluster headaches) ปวดศีรษะข้างเดียว และปวดตุ๊บ ๆ เช่นเดียวกับปวดแบบไมเกรน แตกต่างจากไมเกรนตรงที่คนไข้จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและมีอาการผิดปกติต่อสายตา ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์อาจจะมีร้อนแปล๊บ ๆ ที่หน้าผาก น้ำตาไหล หรือมีคัดจมูก ม่านตาแคบลง บางคนมีเหงื่อออกมากตรงใบหน้าข้างกับที่ปวด การปวดแต่ละครั้งอาจนานถึง 10 นาที หรือ อาจจะเป็นชั่วโมงปวดรุนแรง ปวดตรงเวลากันทุกวัน วันหนึ่งอาจปวด 3 เวลา และยาวนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน
  • ปวดศีรษะเนื่องจากความดันโลหิตสูง (hypertensive headaches) จะเกิดในนักบริหารที่มีความเครียด แล้วความดันโลหิตจะสูงขึ้นทันทีทำให้ปวดศีรษะ การปวดศีรษะนี้เนื่องจากความดันโลหิตของเส้นเลือดของศีรษะสูงขึ้นทำให้ปวดแบบตื้อ ๆ (dull) และปวดทั่วบริเวณศีรษะ การเคลื่อนไหวใบหน้า คอ ทำให้ปวดศีรษะมากขึ้น ปวดตอนเช้า เมื่อสายอาการก็จะดีขึ้น
  • ปวดศีรษะจากท๊อกสิค (toxic headaches) มักเกิดจากจากแพ้อากาศ แพ้สารเคมี และควัน บางครั้งอากาศเปลี่ยนแปลงก็เป็นสาเหตุให้ปวดศีรษะแบบท็อกสิคได้

 

3. สาเหตุอื่น ๆ

- อาการปวดศีรษะอาจเป็นสิ่งแสดงออกของการได้ยาในการรักษาโรค และโรคบางโรคอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย แพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้บอกให้คนไข้ทราบ

 

 

สัญญาณอันตรายที่ต้องไปพบแพทย์

  1. เมื่อมีอาการปวดศีรษะอย่างเฉียบพลันและรุนแรง
  2. ปวดศีรษะพร้อมกับมีอาการชักกระตุก
  3. ปวดศีรษะพร้อมกับสับสน และความรู้สึก (consciousness) เสียไป
  4. ปวดศีรษะพร้อมกับปวดตาและหู
  5. ปวดศีรษะติดต่อกันนาน ๆ (persistent headache) ในคนไข้ที่ไม่เคยมีการปวดศีรษะมาก่อน
  6. ปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้
  7. ดูแลตัวเอง 2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้น 
  8. ตาพร่ามัว และตาแดงร่วมด้วย
  9. เดินเซแขนขาอ่อนแรง 
  10. ปวดเเรงขึ้นเรื่อย ๆ ปวดตอนเช้าจนสะดุ้งตื่น

 

การที่แพทย์สรุปว่า ปวดศีรษะมีต้นเหตุมาจากอะไรนั้น มักจะเกิดจากการซักประวัติ เช่น ไม่ได้รับประทานอาหารแล้วปวดศีรษะ อาจเป็นเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ ถามประวัติต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว พร้อมกับประวัติเกี่ยวกับการบาดเจ็บของศีรษะ การตรวจทางรังสีเอกซเรย์จะช่วยดูว่า มีมะเร็งในสมอง หรือมีเลือดจับเป็นก้อนภายในสมองหรือไม่ บางครั้งอาจจะต้องตรวจคลื่นสมองด้วยไฟฟ้า (electroencephalogram-EEG) ซึ่งจะบอกความผิดปกติของคลื่นสมอง แต่ไม่อาจจะสรุปได้ว่าปวดศีรษะมีสาเหตุมาจากอะไร เพราะคลื่นสมองจะบอกแค่หน้าที่ของเซลล์เท่านั้น ในสถาบันการแพทย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญจะมีการตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ (computer tomographic scan) ซึ่งจะบอกข้อแตกต่างของมะเร็งหรือเลือดออกในสมองได้ การตรวจตาโดยละเอียดจะบอกอะไรได้มาก เช่น ดูการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อตาม่านตาเท่ากันหรือไม่ จอรับภาพมีเส้นเลือดโป่ง หรือเส้นเลือดขอดหรือไม่ ถ้ามีจะต้องไปตรวจขั้นต่อไป เช่น ฉีดสี หากมีเส้นเลือดโป่งพองในสมอง จะต้องผ่าตัดแก้ไข เป็นต้น

 

การดูแลตนเองเมื่อมีอาการปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย ควรกินยาพาราเซตตามอล บรรเทา 1-2 เม็ด นั่งพัก นอนพัก ใช้นิ้วบีบนวด 

 

การรักษา

แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ยาบรรเทาปวดร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อหรือยากล่อมประสาท ถ้าพบว่ามีโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าร่วมด้วย ก็จะให้การรักษาภาวะเหล่านี้ไปพร้อมกัน และอาจให้การรักษาด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น กายภาพบำบัด เทคนิคการผ่อนคลาย การทำจิตบำบัด การกระตุ้นประสาทด้วยไฟฟ้า การฝังเข็ม เป็นต้น ในรายที่มีอาการกำเริบมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และแต่ละครั้งปวดนานมากกว่า 3-4 ชั่วโมง หรือปวดรุนแรง หรือต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยมาก แพทย์อาจให้ผู้ป่วยกินยาป้องกัน เช่น อะมิทริปไทลีน หรือฟลูออกซีทีน ทุกวันติดต่อกันนาน 1-3 เดือน ส่วนการปวดศีรษะจากไมเกรน มักพบ 2-7% ของการปวดศีรษะทั้งหมด เวลาปวดจะปวดมาก นอกจากจะได้ยารักษาแล้ว ควรให้คนไข้ได้พักในห้องที่เงียบและแสงสว่างน้อยจะทำให้อาการดีขึ้นโดยเร็ว 

 

ปวดศีรษะไมเกรนส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงวัยทำงาน จะหายได้เองเมื่ออายุ 50 ปี ยารักษาไมเกรนนอกจากจะมียาแก้ปวดทั่วไปแล้ว มักจะต้องใช้ยาพวกเออร์กอต (ergot derivatives) ร่วมด้วยจึงจะหายปวด หากรับประทานยาเออร์กอตภายใน 2 ชั่วโมงที่เริ่มเป็น มักจะหายปวดได้เร็ว สำหรับคนที่เป็นบ่อย จะใช้ยา " flunarizine" รับประทานก่อนนอนเพื่อป้องกันการปวดได้

 

สมุนไพรรักษาอาการปวดหัว

  • ใบมะยม กับสูตรแก้ปวดหัว
    • ​อาการปวดหัวมีหลายรูปแบบ ปวดหัวที่เกิดจากสาเหตุเพราะเครียด คิดมาก อดนอน หรือขาดการออกกำลังกาย ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นแล้วจะทรมานมาก ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิดง่าย โมโหไปหมด บางครั้งปวดจนทนไม่ไหว ต้องกินยาคลายเครียด หรือยาแก้ปวดหัวที่แพทย์จ่ายให้ จึงจะทุเลาและหายได้ 
    • ในส่วนของ "ใบมะยม" ใช้แก้อาการที่กล่าวข้างต้น มีวิธีรับประทานแบบง่าย คือ ให้เอาใบมะยมที่เป็นใบแก่รวมกัน 1 กำมือ ต้มน้ำสะอาดกะตามต้องการ ใส่น้ำตาลกรวดอย่าให้หวานนัก ต้มจนเดือดแล้วดื่มต่างน้ำขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ และก่อนนอน ทำดื่มเรื่อย ๆ จะช่วยให้ อาการปวดหัวที่เกิดจากสาเหตุดังกล่าว ทุเลาลงและหายในที่สุด
  • แค แก้ปวดไมเกรน
    • ​สรรพคุณแก้ปวดไมเกรน ท่านให้เอาดอกแคสดทั้งดอก จำนวน 10 ดอก ไม่ต้องแกะไส้ออก ล้างน้ำให้สะอาด นำมาลวกน้ำร้อนกินสด ๆ จิ้มกับน้ำพริกต่าง ๆ หรือนำมาต้มกับน้ำแกงจืดกินร้อน ๆ วันละ 1 ครั้ง กินต่อเนื่องเป็นเวลา 1 สัปดาห์จะเห็นผล
  • ​ใบบัวบก
    • ​ส่วนสรรพคุณแก้ปวดไมเกรน ท่านให้เอาต้นสดของบัวบก จำนวน 2 กำมือ มาคั้นกับน้ำสะอาดกินวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น หรือกินต้นสด ๆ เลยก็ได้ และสามารถผสมกับน้ำต้มสุกเจือน้ำตาลกรวดเล็กน้อย ใช้ดื่มวัน ½ แก้ว 2 เวลา เช้า – เย็น
  • กระเทียม
    • ส่วนสรรพคุณแก้ปวดไมเกรน ท่านให้เอาหัวกระเทียมสด จำนวน 20 กลีบ มาแกะเปลือกออก กินกระเทียมสด ๆ วันละ 10 – 20 กลีบ ต่อเนื่องกันทุกวัน หรือกินวันเว้นวันก็ได้
    • แก้ปวดท้ายทอย "กระเทียม” กับสูตรปวดท้ายทอย
    • กระเทียม เป็นพืชสวนครัวตัวหนึ่ง ที่นอกจากจะใช้รับประทานและปรุงเป็นอาหารหลายอย่างแล้ว “กระเทียม” ยังมีสรรพคุณทางยา ใช้รักษาโรคได้อีกด้วย โดยเฉพาะใครที่มีอาการปวดท้ายทอยบ่อย ๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นอาการเพียงเล็กน้อยเป็น ๆ หาย ๆ ในช่วงที่เป็น จะรู้สึกตึงคล้ายจะเป็นลม ต้องนั่งหลับตา หรือนั่งพัก อาการจะทุเลาและหายเองได้ อาการดังกล่าว เป็นเฉพาะจุด ถ้าไม่รักษาหรือให้แพทย์ตรวจอาการอาจทำให้ผู้เป็นเกิดอาการ “โรควูบ” ได้ ซึ่งสาเหตุที่กล่าวข้างต้นเกิดจากเส้นเลือดบริเวณท้ายทอยตีบตันนั่นเอง โดยในส่วนของสมุนไพร ที่มีสรรพคุณรักษาอาการปวดท้ายทอยมีเหมือนกัน คือ ให้เอา “กระเทียม” จำนวน 2 กลีบ ปอกเอาเปลือกหุ้มกลีบออกแล้วหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ นำไปผึ่งลมให้แห้ง จากนั้นเอาไปใส่ถ้วยเติมน้ำส้มสายชูของ อสม. เล็กน้อย กินให้หมดทั้งน้ำและเนื้อวันละครั้ง จะก่อนอาหารหรือหลังอาหาร หรือกินตอนไหนก็ได้ โดยกิน 3 วันครั้ง ทำกินได้เรื่อย ๆ จะช่วยให้อาการปวดท้ายทอย หรือชาวบ้านชอบเรียกว่า ท้ายทอยเย็น จะค่อย ๆ ทุเลาลง และหายได้ในที่สุด คนที่เป็นไม่รุนแรง หรือเพิ่งจะมีอาการใหม่ ๆ จะเห็นผลเร็ว

 

 

 

 


ขอบคุณ

หมอแอน

(แพทย์แผนไทย ธิติมา อุ้ยคำ บว., บภ.)

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป