ไซนัส.......สำคัญไฉน

ไซนัส.......สำคัญไฉน

28 ก.ย. 2559 22:49 น. | เปิดอ่าน 263 | ความคิดเห็น 0

โพรงอากาศข้างจมูก หรือ ไซนัส  คือ โพรงในกระดูกที่อยู่รอบจมูก ซึ่งมีอากาศบรรจุอยู่ โดยปกติมี 4 คู่ โดยแต่ละคู่จะอยู่คนละข้างของจมูก ได้แก่ ไซนัสหน้าผาก (frontal), ไซนัสข้างหัวตา (ethmoid), ไซนัสโหนกแก้ม (maxillary) และ ไซนัสฐานสมอง (sphenoid)  ซึ่งขนาดและตำแหน่งของไซนัสนั้น อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน   ภายในโพรงไซนัส บุด้วยเยื่อบุชนิดเดียวกับที่บุในโพรงจมูก  แต่มี เซลล์ที่ผลิตเมือก หรือน้ำมูก, เส้นเลือด และเส้นประสาทค่อนข้างน้อย

 

1.  ไซนัสหน้าผาก (Frontal sinus)  เป็นไซนัสที่อยู่บริเวณหน้าผาก โดยเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออายุ 4 เดือน     สามารถมองเห็นในภาพเอ็กซเรย์ เมื่ออายุ 6 ปี  มีขนาดโตเต็มที่เมื่ออายุ 14-15 ปี  ไซนัสนี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ หรืออาจพบว่าเจริญเพียงข้างเดียว ขนาดแตกต่างกันได้มาก มีผนังกั้นกลางระหว่างข้างซ้ายและขวา  แต่มักจะอยู่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ลักษณะที่แตกต่างกันทั้งขนาดและรูปร่างของไซนัสหน้าผากนี้  สามารถใช้บอกตัวบุคคลได้เหมือนรอยนิ้วมือ ไซนัสนี้มีรูเปิดสู่โพรงจมูก ด้านหน้าบริเวณเดียวกับไซนัสข้างหัวตาส่วนหน้า และไซนัสโหนกแก้ม  เนื่องจากด้านหลังของไซนัสนี้คือ สมองส่วนหน้า  การติดเชื้อในไซนัสนี้ อาจลามเข้าไปในสมองได้

 

2.  ไซนัสข้างหัวตา (Ethmoid sinus)  เป็นไซนัสที่เกิดจากโพรงอากาศเล็ก ๆ หลายอันรวมตัวกันอยู่ สองข้างของจมูก โดยเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออายุ 4 เดือน  สามารถมองเห็นได้ในภาพเอ็กซเรย์ตั้งแต่แรกเกิด  มีขนาดโตเต็มที่ เมื่ออายุ 12-14 ปี  เป็นไซนัสที่ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการเกิดไซนัสอักเสบ นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้ลูกตา และสมอง   การติดเชื้อที่ไม่สามารถควบคุมได้ของไซนัสนี้ อาจลามเข้าไปในลูกตา และสมองได้ง่าย   ไซนัสข้างหัวตานี้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

  • ไซนัสข้างหัวตาส่วนหน้า (Anterior ethmoidal cells)  ช่องอากาศจะมีขนาดเล็ก และจำนวนมากกว่าไซนัสข้างหัวตาส่วนหลัง กลุ่มนี้มีรูเปิดเข้าสู่โพรงจมูกด้านหน้าบริเวณเดียวกับไซนัสหน้าผาก และไซนัสโหนกแก้ม
  • ไซนัสข้างหัวตาส่วนหลัง (Posterior ethmoidal cells)   ช่องอากาศจะมีขนาดใหญ่กว่า และมีจำนวนน้อยกว่าไซนัสข้างหัวตาส่วนหน้า กลุ่มนี้มีรูเปิดเข้าสู่โพรงจมูกด้านหลังบริเวณเดียวกับไซนัสฐานสมอง

 

3.  ไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus)  เป็นไซนัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  มีรูปร่างคล้ายปิรามิดอยู่ในกระดูกโหนกแก้ม เริ่มมีการเจริญเมื่ออายุได้ 3 เดือน  สามารถมองเห็นในภาพเอ็กซเรย์ได้ตั้งแต่แรกเกิด เหมือนไซนัสข้างหัวตา  และจะโตขึ้นไปจนถึงบริเวณใต้ตาเมื่ออายุ 1-2 ปี  และมีขนาดโตเต็มที่เมื่ออายุ 15 ปี  พื้นล่างของโพรงอากาศนี้จะเจริญลงมาอยู่ในระดับเดียวกับพื้นของโพรงจมูก เมื่อเด็กอายุประมาณ 12 ปี   ไซนัสนี้มีรูเปิดสู่โพรงจมูกด้านหน้าบริเวณเดียวกับไซนัสข้างหัวตาส่วนหน้า และไซนัสหน้าผาก   

- ไซนัสนี้มีความสัมพันธ์ทางกายวิภาคกับฟันบน ซึ่งอยู่บริเวณ พื้นของไซนัสนี้  โดยเฉพาะฟันกรามน้อยบนซี่ที่ 2 (second premolar) และ ฟันกรามบนซี่ที่ 1 และ 2 (first and second molar)  เนื่องจากมีเพียงกระดูกแผ่นบาง ๆ กั้นระหว่างฟันซี่เหล่านี้กับไซนัสโหนกแก้มเท่านั้น  ในรายที่มีพยาธิสภาพที่ฟันเช่น รากฟันอักเสบ หรือเกิดโรคของฟัน อาจลามเข้าไปในไซนัสโหนกแก้มนี้ได้ง่าย

 

4.  ไซนัสฐานสมอง (Sphenoid sinus)  อยู่ในกระดูกที่บริเวณฐานสมอง โดยมักมีขนาดแตกต่างกันไป   เริ่มมีการเจริญเมื่ออายุได้ 4 เดือน  สามารถมองเห็นในภาพเอ็กซเรย์เมื่ออายุ 4 ปี  จะมีขนาดโตเต็มที่เมื่ออายุ 12-14 ปี มีรูเปิดสู่โพรงจมูกด้านหลังบริเวณเดียวกับไซนัสข้างหัวตาส่วนหลัง ไซนัสนี้ มีความสำคัญในแง่ที่มีอวัยวะที่สำคัญหลายชนิด อยู่ใกล้เคียง

  • ด้านบน:  มีต่อมใต้สมอง (pituitary gland), เส้นประสาทตา
  • ด้านข้าง:  มีเส้นเลือดแดงใหญ่ (internal carotid artery), เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3, 4, 6, 5 แขนงที่ 1 และ 2
  • ด้านหลัง:  คือ ก้านสมอง (brain stem)

- ในรายที่เป็นเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง  สามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกออก ผ่านทาง ไซนัสฐานสมองนี้ได้ ซึ่งจะทำให้ภาวะแทรกซ้อนน้อย และผู้ป่วยฟื้นจากการผ่าตัดได้เร็วกว่า การผ่าตัดเปิดสมอง นอกจากนั้น การอักเสบติดเชื้อ หรือพยาธิสภาพอื่น ๆ ใน ไซนัสนี้  อาจลุกลามเข้าสมองได้ง่าย

 

หน้าที่ทางสรีรวิทยาของไซนัส มีดังต่อไปนี้

  1. ช่วยทำให้เสียงที่เราเปล่งออกมา กังวานขึ้น (resonance)
  2. ช่วยในการรับกลิ่น
  3. ช่วยในการปรับสภาพของอากาศที่หายใจเข้า ให้อุ่นและชื้นขึ้น  เนื่องจากในไซนัสมีเยื่อบุผิว เช่นเดียวกับในโพรงจมูก และมีรูติดต่อกับโพรงจมูก
  4. ช่วยทำให้กะโหลกศีรษะเบาขึ้น และช่วยรักษาสมดุลของศีรษะ
  5. ช่วยลดความรุนแรง ขณะเกิดการกระทบกระแทก โดยเป็นเสมือนฉนวน (shock absorber) ลดความแรงที่จะไปถึงอวัยวะสำคัญในกะโหลกศีรษะ เช่น สมอง  และเส้นประสาทสำคัญต่าง ๆ
  6. ช่วยในการพยุงตัวของทางเดินหายใจส่วนบน เมื่ออยู่ในน้ำ
  7. ช่วยเป็นฉนวน (insulation) ป้องกันไม่ให้กะโหลกศีรษะ หรือลูกตาต้องกระทบกับความร้อนหรือเย็นเกินไป ของอากาศภายนอก 
  8. ช่วยในการปรับความดัน ของอากาศภายในโพรงจมูก  ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของความดันเช่น ในระหว่างการหายใจเข้าหรือออก, การจาม, การเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศรอบข้าง จากการขึ้น และลงจากที่สูง
  9. อาจเป็นเพียงส่วนที่เหลือค้างจากวิวัฒนาการของมนุษย์ โดยไม่ได้มีหน้าที่อะไรเลยก็เป็นได้

 

ในไซนัสเอง มีกลไกการป้องกันตนเอง (defense mechanisms) จากโรคหรือการอักเสบต่าง ๆ โดย 

1. การทำงานของขนกวัด โดยมีลักษณะการทำงานคล้ายขนกวัดในโพรงจมูก โดยสารต่างๆจะถูกขับออกทางรูเปิดของไซนัส โดยการทำงานของขนกวัด (cilia) การพัดโบกของขนกวัด ไปสู่รูเปิดของไซนัส มีเส้นทางที่แน่นอน และไม่เปลี่ยนแปลง แม้หลังจากการผ่าตัด

2. การที่รูของไซนัส ที่เปิดเข้ามาในโพรงจมูกนั้นโล่ง ไม่อุดตัน โดยจะมีการขับสิ่งสกปรก ของเสียทั้งหลาย ออกจากไซนัสผ่านทางรูเปิดที่ระบายสู่โพรงจมูก

3. การที่ไซนัสหลั่งสารบางชนิดออกมา เยื่อบุไซนัส ก็มีการสร้างสารคัดหลั่งที่มีแอนติบอดี  ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ  นอกจากนี้พบว่าเยื่อบุไซนัส ยังสามารถสร้างก๊าซไนตริกออกไซด์ได้ด้วย  จากการศึกษาพบว่าปริมาณก๊าซไนตริกออกไซด์ในโพรงไซนัสที่ปกตินั้น มีค่าสูงกว่าระดับของก๊าซไนตริกออกไซด์ในจมูกหรือในภาวะแวดล้อมทั่วไป ก๊าซไนตริกออกไซด์นี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และมีฤทธิ์ต้านไวรัสด้วย ก๊าซไนตริกออกไซด์ และแอนติบอดี จากสารคัดหลั่ง จะช่วยทำให้โพรงไซนัสมีลักษณะที่ปลอดจากเชื้อ

 

- ดังนั้น เมื่อเราเป็นไซนัสอักเสบ แสดงว่ากลไกใด กลไกหนี่ง หรือหลายๆกลไกดังกล่าวข้างต้นเสียไป เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ไซนัสนั้น...... สำคัญ

 

 


รศ.นพ.ปารยะ  อาศนะเสน

สาขาวิชาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้

ภาควิชาโสต  นาสิก  ลาริงซ์วิทยา 
Faculty of Medicine Siriraj Hospital 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป