รู้ทัน ยาเสื่อมคุณภาพ

15 ม.ค. 2557 11:57 น. | เปิดอ่าน 1,868 | ความคิดเห็น 0

ในปัจจุบันยาเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากมาย แต่บางครั้งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ถ้าหากเราใช้ยาไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม ซึ่งปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยคือปัญหายาเสื่อมคุณภาพ เกิดจากการที่คนไทยมียาสะสมไว้ที่บ้านเกินความจำเป็น ประมาณ 3 - 4 เท่าของยาที่ควรมี ทั้งยาที่ได้รับมาจากโรงพยาบาล หรือคลินิกแล้วกินไม่หมด ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อย ที่เลือกกินยาที่เหลืออยู่ในบ้านมากกว่าออกไปหาหมอ เมื่อมีอาการเจ็บป่วย แต่ที่เสี่ยงอันตราย คือ ยาทุกชนิดมีวันหมดอายุ ซึ่งหมายถึงยาที่หมดประสิทธิภาพในการรักษาแล้ว ถ้าหากกินยาเสื่อมคุณภาพโดยไม่รู้ตัว อาจเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิต

 

 

  ยาเสื่อมสภาพเป็นยาที่เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ทำให้ไม่เกิดผลการรักษาในทางที่ดี หรืออาจเป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อผู้ใช้ได้ การเสื่อมสภาพของยาอาจสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอก ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในตัวยา ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การเสื่อมสภาพของยาที่พบกันบ่อย ๆ เช่น ยาน้ำแขวนตะกอน ได้แก่ ยาคาลาไมน์ ที่เป็นยาแก้ผดผื่นคัน ยาน้ำลดกรดที่มีจำหน่ายในหลายชื่อ เมื่อตั้งทิ้งไว้จะสังเกตเห็นว่ามีการแยกชั้นเกิดขึ้น แต่เมื่อเขย่าขวดยาจะกลับมาเป็นเนื้อเดียวกันได้ แสดงว่ายาไม่เสื่อม

  สำหรับยาน้ำแขวนตะกอนว่าเสื่อมหรือไม่ คือ ให้เขย่าขวดแรง ๆ หากยาไม่กลับมาเป็นเนื้อเดียวกันหรือตะกอนยังเกาะแน่นที่ก้น แสดงว่ายาเสื่อมแล้วให้ทิ้งไป

 นอกจากนี้ ยาน้ำบางประเภท เช่น ทิงเจอร์ ยาธาตุน้ำแดง ยาแก้ไอน้ำดำ ยาน้ำแผนโบราณ ยาน้ำสตรี เป็นต้น ยาเหล่านี้มักมีตะกอนเบา ๆ ของตัวยาที่เป็นสมุนไพร หรือสารสกัดของสมุนไพรแขวนลอยอยู่ ส่งผลให้มีลักษณะขุ่น ไม่ใส เป็นลักษณะของยาไม่ใช่ยาเสื่อม ซึ่งยาเหล่านี้การดูตะกอนอาจบอกไม่ได้ว่า ยาเสื่อมหรือไม่ ต้องสังเกต สี กลิ่น หรือรสเปลี่ยนไปจากเดิม แต่ยาน้ำบางประเภทที่แต่เดิมเป็นยาน้ำใส เช่น ยาน้ำขับลมเด็ก หรือยาน้ำเชื่อม หากเก็บไว้แล้วพบว่ามีตะกอนเกิดขึ้น หรือขุ่น เหมือนมีเยื่อเบา ๆ ลอยอยู่ หรือสี กลิ่น รสเปลี่ยนไป แสดงว่า ยาเสื่อมสภาพหรือยาเสียแล้ว ให้ทิ้งทันที

 

 

วิธีสังเกตการเสื่อมคุณภาพของยาประเภทอื่น ๆ ได้แก่

1. ยาเม็ด

- สังเกตว่าเม็ดยาจะแตกร่วน สีเปลี่ยนไป มีจุดด่าง ขึ้นรา หรือหากเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาล เม็ดยาอาจเยิ้มเหนียวมีกลิ่นหืน กลิ่นเหม็นเปรียว กลิ่นผิดไปจากเดิมอาจเกิดขึ้นบนเม็ดยา หรือเกิดขึ้นในขวด

2. ยาแคปซูล

- สังเกตว่าแคปซูลจะบวม พองออก แตกออกจากกัน หรือจับตัวกัน ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี เช่น ยาเตตราซัยคลินที่เสียแล้ว ผงยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตมาก

3. ยาน้ำแขวนตะกอน

- เช่น ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มีความเข้มข้น กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไป

4. ยาน้ำเชื่อม

- เช่น ยาแก้ไอ หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่นมีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยว หรือรสเปรี้ยว

5. ยาขี้ผึ้ง และครีม

- ถ้าพบว่าเนื้อยาแข็ง หรือเนื้อยาอ่อนเยิ้ม เหลว แยกชั้น เนื้อไม่เรียบ เนื้อยาแห้งแข็ง หรือกลิ่นของยาเปลี่ยนไป

 

 

วิธีการดูว่ายาหมดอายุ

- ดูวันหมดอายุของยาที่ระบุไว้บนฉลากยา และถ้ายานั้นไม่มีวันบอกหมดอายุ อาจดูจากวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นยาน้ำจะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต และหากเป็นยาเม็ดจะเก็บไว้ได้ 5 ปี และถ้าเป็นยาหยอดตาหากเปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้เพียงหนึ่งเดือน

 

- ก่อนใช้ยาใด ๆ จึงควรดูวันหมดอายุ และสังเกตสภาพยาว่าเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะนอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจให้ทิ้งไป และเพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

 

 

 


ขอบคุณข้อมูล

thaihealth

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป