เท้าเหม็น... แก้อย่างไร

21 ม.ค. 2557 13:08 น. | เปิดอ่าน 754 | ความคิดเห็น 0

 

โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis)

- เป็นโรคของการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชั้นนอกสุดของฝ่าเท้า ทำให้มีเท้าลอก และมีกลิ่นเหม็น พบได้บ่อยในผู้ที่ใส่รองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานาน ทำให้มีความอับชื้น อันเอื้อให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เมื่อเปรียบเทียบกับโรคของผิวหนังที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะเท้าชื้นแฉะ เช่นเดียวกันอีกโรค คือ "โรคน้ำกัดเท้า" ซึ่งมีข้อแตกต่างกัน คือ

1. โรคเท้าเหม็น คือ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักไม่มีอาการคัน แต่มีเท้าลอก ผิวหนังดูชื้นแฉะ มีกลิ่นเหม็น และโรคมักเริ่มเกิดที่ฝ่าเท้าก่อน

2. โรคน้ำกัดเท้า คือ เกิดจากเชื้อรา มักมีอาการคัน ผิวหนังลอกเป็นขุย และโรคมักเริ่มเกิดที่ซอกนิ้วเท้าก่อน

- การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากทั้งสองโรคนี้มีเชื้อต้นเหตุที่แตกต่างกัน จึงใช้ยาในการรักษาที่ต่างกัน "โรคเท้าเหม็น" นั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเขตร้อน และเขตเส้นศูนย์สูตร ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยมักจะเป็นเพศชาย เนื่องจากผู้ชายมักมีเหงื่อออกมากกว่าผู้หญิง

 

โรคเท้าเหม็นเกิดได้อย่างไร มีอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยง

- โรคเท้าเหม็น เกิดจากแบคทีเรีย ชื่อ "Micrococcus Sedentarius (เมื่อย้อมสี และตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ แบคทีเรียชนิดนี้จะมีรูปร่างกลม ย้อมติดสีม่วง และมีลักษณะอยู่เรียงกันเป็นสาย) ซึ่งพบอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา เช่น ในน้ำ ในดิน และในฝุ่นละออง นอกจากนั้นยังพบได้ที่ผิวหนังของเรา และของสัตว์ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ อาจเกิดจากแบคทีเรียชนิดอื่นได้ แต่พบว่าเป็นสาเตุที่น้อยกว่า เช่น จากแบคทีเรีย ชื่อ "Corynebacterium species" 

- โรคเท้าเหม็นนี้พบได้บ่อยในผู้ที่สวมใส่รองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานาน เนื่องจากทำให้มี เหงื่อออกที่เท้ามาก เท้าอับชื้น ส่งผลให้ผิวหนังชั้นนอกสุดของฝ่าเท้า เปื่อยยุ่ย และมีค่าความเป็นด่างสูงขึ้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ซึ่งแบคทีเรียจะสร้างเอนไซม์ ชื่อ "Protease" มาย่อยสลายผิวหนังส่วนนอกสุดของฝ่าเท้า เกิดเป็นหลุมเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วน หากมองด้วยแว่นขยาย

- ส่วนกลิ่นเหม็นนั้น เกิดมาจากผลที่เกิดจากการย่อยผิวหนังที่ฝ่าเท้าของแบคทีเรีย ที่ส่งผลให้ได้สารในกลุ่มซัลเฟอร์ "Sulfurcompound" ซึ่งเป็นสารให้กลิ่น

- ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้นั้น ประกอบด้วย 2 ปัจจัย คือ เชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ที่เท้า ที่ถุงเท้า ที่รองเท้า และภาวะที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย คือ การอับชื้นของเท้า การเปียกน้ำที่เท้า ดังนั้น การรักษาทำความสะอาดเท้า ถุงเท้า รองเท้า และการลดการเปียกชื้นของเท้า จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคได้

 

 

โรคเท้าเหม็นมีอาการอย่างไร

- โดยปกติแล้ว โรคเท้าเหม็นนั้น มักไม่มีอาการอื่น และไม่มีอาการที่อวัยวะอื่น นอกจากอาการที่เท้า จึงทำให้ผู้ที่เป็นโรคเท้าเหม็นจำนวนน้อยเท่านั้น ที่จะมาพบแทพย์ โดยอาการที่พบได้บ่อยที่เท้า มีดังนี้ คือ

1. ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยมาด้วยอาการฝ่าเท้าชื้น ลอก ทำให้ถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า

2. ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ มีกลิ่นเหม็นที่เท้า

3. ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ มีอาการคันเท้า

- ลักษณะของรอยโรค จะเห็นเป็นรอยเปื่อยถลอกที่เท้า โดยเฉพาะฝ่าเท้า เวลาถอด ถุงเท้าออก จะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า รอยถลอกที่ฝ่าเท้าจะมีลายคล้ายแผนที่ หากส่องดุด้วยแว่นขยายจะพบว่า รอยถลอกเหล่านี้ประกอบไปด้วยหลุมเล็กๆ ความลึกประมาณ 0.5-0.7 มิลลิเมตร ปริมาณนับไม่ถ้วน ที่เกิดจากแบคทีเรียย่อยสลายผิวหนังฝ่าเท้าชั้นนอกสุด รอยโรคนี้มักพบมากที่ฝ่าเท้าบริเวณที่รับนัำหนักมาก เช่น ฝ่าเท้าส่วนนิ้วโป้ง ส้นเท้า แต่บริเวณง่ามนิ้วเท้าที่ไม่ได้รับน้ำหนัก แต่มีความอับชื้นมาก ก็พบได้มากเช่นกัน

 

การรักษาโรคเท้าเหม็น

- เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค มี 2 ประการ คือ เชื้อแบคทีเรีย และภาวะอับชื้นของเท้า การรักษาจึงต้องรักษาดูแลทั้ง 2 ปัจจัย

1. การรักษาแบคทีเรีย ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อชนิดทา เช่น ยา "Clindamycin" ยา "Erythro mycin" หรือยาทาที่ช่วยให้ผิวหนังลอกตัว เพื่อสร้างผิวหนังขึ้นใหม่ และมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย เช่น ยา "Benzoyl peroxide" หรือยาที่เป็นแป้งผงฆ่าเชื้อ โดยทายาช่วง เช้า และเย็น จนกว่ารอยโรคจะหาย ซึ่งขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงภาวะอับชื้นของงเท้าด้วย

2. ส่วนการป้องกันภาวะอับชื้น ทำได้โดย

- การลดเวลาในการใส่รองเท้าหุ้มส้นให้เหลือน้อยที่สุด หรือถอดรองเท้าบ่อยๆ

- ใส่ถุงเท้าที่มีการระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากมีเหงื่อออกมาก ควรเปลี่ยนถุงเท้าระหว่างวัน เพื่อลดความอับชื้น

- ใช้แป้งผง 20 เปอร์เซ็นต์ Aluminium chloride โรยเท้าวันละ 1-2 ครั้ง หรือตามแพทย์ผู้รักษาแนะนำ หลังทำความสะอาดเท้าด้วยสบู่ที่มียาฆ่าเชื้อเป็นส่วนผสม แล้วเช็ดเท้าให้แห้ง

- หากยังมีเหงื่อออกมากอยู่ แพทย์อาจพิจารณารักษา อาการเหงื่อออกมากที่เท้า โดยใช้การฉีดยา Botulinum toxin ที่ฝ่าเท้า

 

 

โรคเท้าเหม็นก่อให้เกิดผลข้างเคียง 

- โรคเท้าเหม็น มักไม่มีอาการ มีไม่มากที่ทำให้เกิดอาการคัน หรือเจ็บที่ฝ่าเท้า ปัญหาหลัก คือ กลิ่น และรอยโรคบนฝ่าเท้า ที่ทำให้เกิดความรำคาญ และอาจมีปัญหาในการเข้าสังคมได้

- โรคเท้าเหม็น เป็นโรคที่ตอบสนองต่อการรักษาดี รักษาหายได้ภายใน 2 - 4 อาทิตย์ แต่ถ้าเท้ายังอับชื้น โรคก็มักเกิดเป็นซ้ำได้เสมอ อัตราการกลับมาเป็นซ้ำ จึงขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงภาวะอับชื้นของฝ่าเท้า และการทำความสะอาดรองเท้า ถุงเท้า

 

การดูแลตนเอง

1. หลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้เกิดการอับชื้นที่ เท้า ฝ่าเท้า

2. ทำความสะอาดเท้าทุกวัน วันละ 2 ครั้ง

3. ทำความสะอาดถุงเท้าด้วยผงซักฟอก หรือสบู่ที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อในน้ำร้อน ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส แล้วตากแดดให้แห้งสนิท

4. เปลี่ยนถุงเท้าบ่อยๆ ทุกครั้งที่เปียกชื้น (มีถุงเท้าสำรองติดตัวไปด้วยเสมอ)

5. สลับสวมรองเท้า ไม่สวมซ้ำเกิน 2 วัน นำไปตากรองเท้าให้แห้งเสมอ และไม่ใช้รองเท้าร่วมกับผู้อื่น

6. ถ้าเป็นไปได้ สวมรองเท้าแตะที่เป็นชนิดสาน หรือรองเท้าที่เปิดส้น หรือแบบเปิดหัว

7. ตากรองเท้ากลางแจ้งในวันที่แดดออกจัด

 

 

 


ขอบคุณข้อมูล

Bumrungrad

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป