"โรคซึมเศร้า" เหงา เพราะรัก

10 ก.พ. 2557 13:35 น. | เปิดอ่าน 463 | ความคิดเห็น 0

 

- นอกจากปัญหารัก ๆ เลิฟ ๆ ในช่วงวันวาเลนไทน์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ทั้งในเรื่องของพฤติกรรมชิงสุกก่อนห่าม การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันซึ่งเป็นที่มาของโรคติดต่อทางเพศ โรคเอดส์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรแล้ว ไม่ว่าเพศไหน วัยไหนหากมีอาการอกหัก มีปัญหากับคนรักทั้งที่เพิ่งคบกัน หรือแต่งงานกันแล้วก็ตาม ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจเป็นผลพวงที่เชื่อมโยงไปหาเรื่องอื่น ๆ ตัวอย่างเหล่านี้ อาจทำให้เกิด "โรคซึมเศร้า" ขึ้นได้

 

- "โรคซึมเศร้า" เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวช ซึ่งคาดการณ์กันว่ามีผู้มีปัญหาสุขภาพทางจิตมากกว่า 10 ล้านคนในขณะนี้ โรคนี้เป็นโรคที่ทำให้คนเราเกิดอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่เศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย จิตใจหม่นหมอง ไม่แจ่มใส  รู้สึกชีวิตล้มเหลว ท้อแท้หมดหวัง ไม่ดูแลตนเอง เบื่ออาหาร คิดมาก วิตกกังวล บางครั้งก็ร้องไห้ และที่ร้ายที่สุดก็คือ "ฆ่าตัวตาย"

- แต่จริง ๆ แล้วโรคซึมเศร้าคงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะอาการผิดหวังที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของคนสองคนเท่านั้น แต่ความผิดหวังในความรักเป็นปัจจัยย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้จิตใจของเราซึมเศร้าได้ โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า หรือโรคซึมเศร้าในผู้หญิง

- เคยมีงานวิจัยเรื่องความรุนแรงของครอบครัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า มีหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงอย่างน้อย 1 ครั้ง ประมาณร้อยละ 44 และเคยถูกกระทำความรุนแรงขณะตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 12 เคยถูกกระทำความรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาลประมาณร้อยละ 5 ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

- ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกกระทำรุนแรงหากมีมากจะส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้า และมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์นั้น ความรุนแรง และความเครียดมีความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดได้

- สำหรับการแก้ไขก่อนที่จะเป็นโรคซึมเศร้า คงต้องทำด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนแปลงจิตใจ ปรับตัวกับสภาพแวดล้อม ถ้าแก้ไขไม่ได้จริง ๆ ก็ควรหนีออกจากปัญหา และหมั่นพัฒนาสุขภาพจิตและคิดในแง่บวก

- ปัญหาโรคซึมเศร้าในวัยรุ่นที่เกี่ยวกับความรัก คงหนีไม่พ้นอาการอกหักรักคุด ซึ่งจะทำให้รู้สึกห่อเหี่ยวสิ้นหวัง เศร้า ไม่อยากทำอะไร บางคนมีการเรียนตกต่ำ ดื่มสุรา หมกมุ่น บางคนมีอาการปวดศีรษะ ไม่อยากเรียนหนังสือ ถ้าเป็นแบบนี้อาจหาที่ปรึกษา อาจเปิดใจกับพ่อแม่ หรือเพื่อนสนิท ต้องรวบรวมสติให้ได้ และเปิดใจยอมรับสภาพตัวเอง ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าสร้างภาพความหวังลวงตาตัวเอง นอกจากนี้ ให้เข้าใจความรัก และใช้เป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิต สิ่งสำคัญพ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของลูกเพื่อประคับประคองเขาให้ผ่านไปได้

 - นอกจากเรื่องราวของวัยรุ่นหนุ่มสาว ที่สวีท ร้อนแรงแล้ว โรคซึมเศร้ายังอาจเกิดขึ้นกับคนที่มีครอบครัวแล้วก็ได้ โดยเฉพาะการปรับตัวในการอยู่ด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง การอดทนอดกลั้นต่อภาวะต่าง ๆ เช่น อาการอึดอัดใจกับบรรดาญาติๆ ของอีกฝ่าย ซึ่งต้องเรียนรู้ปรับตัวให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะผู้หญิงเมื่อถึงวัยกลางคน อายุประมาณ 40-55 ปี อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาครอบครัวมากที่สุด

- เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความต้องการทางเพศจึงลดลง โดยหันไปให้ความสนใจในเรื่องอื่น ๆ มากกว่าเพศสัมพันธ์ ขณะที่ผู้ชายยังมีความต้องการทางเพศสม่ำเสมอ จึงอาจเกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง หรือเลวร้ายที่สุด คือ "การนอกใจ" ภรรยาของบรรดาชายวัยดึก หากผู้หญิงรับไม่ได้อาจนำไปสู่ปัญหาครอบครัว โรคซึมเศร้า และอาจถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ นี่เป็นพิษของความรักอีกด้านหนึ่งที่ทั้งสองคนต้องรู้เท่าทันเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ให้ตลอดรอดฝั่ง

 

 อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะมีอาการเศร้า เหงา เพราะรัก จนนำไปสู่โรคซึมเศร้าหรือไม่ก็ตาม แนวทางป้องกันรักษาที่สำคัญก็คือ

1. หมั่นออกกำลังกาย การออกกำลังกายป้องกันโรคซึมเศร้าได้ ทั้งนี้นักวิจัยพบว่าเพียงออกกำลังกายวันละ 30 นาที  3 ครั้ง / สัปดาห์จะสามารถป้องกันโรคซึมเศร้าได้แล้ว

2. มื้อเช้าสำคัญ อย่าพลาดอาหารเช้าเป็นอันขาด เพราะมันจะช่วยลดความเย็นในสมองอันเป็นสาเหตุของอาการซึมเศร้า

3. ออกไปสัมผัสแสงแดด อย่านั่งแต่อยู่ในออฟฟิศ คิดว่าแสงแดดมีแต่อันตราย เดี๋ยวผิวเสีย แดดอ่อนๆ จะช่วยให้เกิดอาการตื่นตัว ไม่เฉื่อยชาได้

4. จับตาเฝ้าระวังอาการ หากคุณรู้สึกหมดหวังท้อแท้เป็นระยะเวลานานต้องหาที่ระบายเสียบ้าง แต่หากคนใกล้ตัวมีการตัดพ้อ ร้องไห้บ่อย ทำร้ายตัวเอง หรือเขียนจดหมายลาตายจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

5. มองโลกในแง่ดี คนที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอาการซึมเศร้า ต้องพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่นมองโลกในแง่ดี ฟังเพลงที่ชอบ ออกกำลังกาย ฯลฯ

6. หัวเราะบ้าง สร้างอารมณ์ขันให้ตัวเองด้วยการดูหนังตลก การ์ตูน เรื่องขำขัน คุยกับเพื่อนอารมณ์ดีรับรองคุณจะอารมณ์ดี และอาการซึมเศร้าก็จะค่อย ๆ หายไป

7. หากอาการไม่ดีขึ้น หรือซึมเศร้ายาวนานกว่า 2-3 สัปดาห์  ต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษา โดยแพทย์จะใช้ยาต้านเศร้า การพูดคุย และวิธีการอื่น ๆ ที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้คุณซึมเศร้าจนกลายเป็นโรค ป้องกันก่อนสาย หรืออาจโทรไปปรึกษาที่สายด่วน 1667

 

 



ขอบคุณ

matichon

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป