รักษาโรคสะเก็ดเงิน"เรื้อนกวาง" ด้วยโภชนาการ

11 ก.พ. 2557 11:38 น. | เปิดอ่าน 1,075 | ความคิดเห็น 0

- "สะเก็ดเงิน" เป็นหนึ่งในโรคภูมิแพ้ หรือภูมิเพี้ยนเป็นปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันของเราที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแปลกปลอมภายนอก สารแปลกปลอมเรียกว่าสารก่อภูมิแพ้ (ALLERGEN) "ภูมิแพ้" ถ้าการรักษาแบบแผนปัจจุบัน จะไม่มีการหายขาด แบ่งออกเป็น 2 ระยะ


1. ระยะที่ไม่แสดงอาการแพ้ออกมาชัดเจน คือ ร่างกายเราสัมผัส, สูดดม หรือทานสารก่อภูมิแพ้เข้าไป ภูมิคุ้มของเราเริ่มทำงานว่ามีสิ่งแปลกปลอมว่าสารก่อภูมิแพ้เป็นอันตราย ร่างกายผลิตสารภูมิคุ้มกัน IGE (IMMUNOGLOBULIN-E) เข้าจัดการแต่ยังไม่เกิดอาการ


2. ระยะแสดงอาการ คือ เมื่อร่างกายสัมผัส, สูดดม หรือทานเข้าไปเป็นครั้งที่ 2 ร่างกายผลิต IGE จำนวนมากกำจัดสารก่อภูมิแพ้ออกให้หมด สารแอนตี้บอดี้จะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดมาสต์เซลล์ (MAST CELL) ปล่อยสารเคมีหลายชนิดรวมทั้งฮิสตามีน (HISTAMINE) ทำให้เกิดการอักเสบ คัน บวม แดง 

- แพทย์แผนปัจจุบัน รักษาสะเก็ดเงินส่วนใหญ่ให้ยาแก้อักเสบที่มีส่วนผสมของสเตอร์รอย หรือไม่มี ทั้งแบบทาน และแบบทา (มีการฉายรังสี UV และเคมีบำบัดร่วมด้วย) เช่น เมโทรเท็กเซท, อันทราลิน, เดอโมเวท, LCD, TAR LOTION, เรตินอยด์ ทั้งหมดเป็นเพียงการรักษาอาการเฉพาะหน้าและระงับได้ชั่วคราวเท่านั้น

- ส่วน แพทย์องค์รวม หรือแพทย์ทางเลือก มีการวินิจฉัยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แพทย์องค์รวมวินิจฉัยว่า เป็นเพราะ ความบกพร่องจากการขาดความสมดุลของกรดไขมันในร่างกาย และเกิดจากอนุมูลอิสระ (OXIDATIVE STRESS OS) เป็นต้นเหตุของโรคแห่งความเสื่อม เป็นโรคที่ไม่พบตัวเชื้อ (โรคไม่ติดเชื้อ) คือ

1. เพราะกรดไขมันที่เราบริโภคกันอยู่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย

- น้ำมันพืชที่ใช้เป็นน้ำมันผ่านกรรมวิธีหรือ RBD โดยส่วนใหญ่เป็นน้ำมันถั่วเหลือง ทานตะวัน, ข้าวโพด, ดอกคำฝอย, รำข้าว, ซึ่งมีกรดไขมัน Omega-6 สูง โดยปกติกรดไขมันที่มีความจำเป็นที่ร่างกายต้องการ คือ Omega-6 และ Omega-3 ซึ่งควรมีสัดส่วนอยู่ที่ 2 ต่อ 1 คือ Omega-6 สองส่วนต่อ Omega-3 หนึ่งส่วน แต่ปัจจุบันอาหารแทบทุกชนิดใช้ Omega-6 เป็นส่วนใหญ่ ทำให้อัตราส่วนเป็น 20-40 ต่อ 1 ซึ่ง Omega-6 ที่สูง หรือมากเกินไปจะทำให้เกิดการอักเสบแก่ร่างกายได้ เพราะมีพรอสตาแกลนดิน ชนิดที่ทำให้เกิดการอักเสบสูงเกินไป

2. อุตสาหกรรมอาหารสัตว์

- เช่น หมู เป็ด ไก่ วัว ปลา ส่วนใหญ่ใช้กากถั่วเหลือง ข้าวโพด ซึ่งมี Omega-6 สูง นำมาเป็นอาหารสัตว์ ทำให้เนื้อสัตว์ที่เรารับประทานส่วนใหญ่มี Omega-6 สูง เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเรามี Omega-6 สูงไปด้วย

3. เป็นเหตุจากอนุมูลอิสระเข้าไปทำปฏิกิริยาต่อเซลล์เม็ดเลือดขาว (T-CELL)

- ภูมิคุ้มกันของร่างกายวิเคราะห์เนื้อเยื่อปกติของร่างกายว่าเป็นศัตรู เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมเข้ากำจัดก่อให้เกิดการอักเสบ บวม แดง “ภูมิเพี้ยน ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง” (AUTO IMMUNE DISEASE) ไม่ว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอ่านวิเคราะห์ผิด, หรือทำงานเกินความพอดี ถ้าเกิดขึ้นอวัยวะส่วนไหนจะเรียกชื่อตามอวัยวะของโรคส่วนนั้น เช่น โรค SLE สะเก็ดเงิน, รูมาตอยด์, หอบหืด, แพ้อากาศ, ลมพิษ

 

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

- อาหารรสหวาน, ผลไม้รสหวานมาก, เลี่ยงน้ำตาลฟอกขาว 

- แป้งขาว เช่น ขนมปัง, เส้นก๋วยเตี๋ยว, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ซาลาเปา, ปาท่องโก๋ 

- อาหารรสจัด, เค็มจัด, เผ็ดจัด, เปรี้ยวจัด และมีรสมันจัด 

- อาหารที่มีกลูเตนสูง, ข้าวสาลี, ข้าวโอ๊ด, ข้าวบาร์เลย์, ข้าวไรน์ 

- แอลกอฮอล์, คาเฟอีน (ชา,กาแฟ) ของหมักดอง 

- อาหารทะเล กุ้ง ปู และหอย (ควรงดเด็ดขาด) 

- เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว (ให้เน้นทานเนื้อปลา)

- ลดในสิ่งที่ตัวเองแพ้ เช่น น้ำผึ้ง, ข้าวโพด 

- อาหารที่ใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี น้ำมันถั่วเหลือง ทานตะวัน ข้าวโพด ดอกคำฝอย รำข้าว (น้ำมันพวกนี้มี Omega-6 สูงทำให้เกิดการอักเสบ) และไขมันทรานส์ (ตัวร้ายที่สุด) 

- ผู้ป่วยราว 20 เปอร์เซ็นต์ จะแพ้อาหาร (NIGHT SHADE) เช่น มะเขือเทศ, มะเขือ, มันฝรั่ง, พริกไทย, พริกใบยาสูบ (บุหรี่), ถั่ว, ข้าวโพด, งา 

- อาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนผสม ในนมวัวมีโปรตีนเคซีน ร่างกายย่อยยาก 

- หลีกเลี่ยงสารเคมีโดยการสัมผัส, สูดดม และงดทานอาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรส และวัตถุกันเสีย

- ใช้น้ำมันมะพร้าวทาผิวต่อเนื่อง ทาได้บ่อยๆ ผิวหนังจะชุ่มชื้นเข้าอาการสะเก็ดเงินจะควบคุมได้ดี และใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ทาได้ตลอด 



การรักษาแผลสะเก็ดเงินด้วยโภชนาการ และการปฏิบัติตอนเช้าและก่อนนอน 

1. ตื่นเช้าทำ OIL PULLING 15-20 นาที (คือ การเอาน้ำมัน มะพร้าวบริสุทธิ์, น้ำมันงา, น้ำมันดอกทานตะวัน นำมาอมใช้ลิ้นกลั้วให้ทั่วในปาก จากนั้นบ้วนทิ้ง ล้างเชื้อแบคทีเรีย ในปากก่อนการแปรงฟันตอนเช้า)

2. ตามด้วยการดื่มน้ำ 1-2 แก้ว 

3. รับประทานสิ่งต่างๆ เหล่านี้ วันละ 2-3 เวลาก่อนอาหาร

- น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (ไม่แต่งกลิ่นสังเคราะห์ เพราะมีสารเคมี) 

- กระเทียมสด หรือกระเทียมอัดเม็ด (อิมมิวนีท็อป 2000) 

- เลซิติน (ไวทัล-เอ็ม) 

- น้ำมันตับปลา 

- บริวเวอร์ยีสต์ 

- ขมิ้นชัน 

- N-ACETYLCYSTEIN (NAC LONG), (MUCIL)

- Evening Primrose Oil (EPO) 

4. อาหารแต่ละมื้อให้ดูอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง และทานอาหารที่ควรรับประทาน อย่าลืมการดื่มน้ำที่ถูกต้อง 

5. ออกกำลังกายอย่างน้อย 15 นาที อาทิตย์ละ 3 ครั้ง 

6. พักผ่อนให้สบาย ฝึกมองโลกในแง่บวก กล่าวคือ ทำจิตแจ่มใส ผ่อนคลาย

7. เพิ่มอาหารที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ผักผลไม้, แตงกวา, ฟัก, ถั่วต้ม+เห็ดหูหนูขาว หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เย็น เช่น น้ำใบบัวบก, ย่านาง, เก็กฮวย, จับเลี้ยง, น้ำถั่วเขียว เพื่อดับร้อนในร่างกาย ดื่มแทนน้ำทุกวันจะดีมาก ไม่ใส่น้ำตาล หรือน้ำตาลน้อย 

 

- ใครเป็นโรคนี้ยอมรับว่าทุกข์ทรมานมาก ลองนำเอาวิธีโภชนาการนี้ไปใช้นะคะ เพราะมีคนนำไปปฏิบัติแล้วอาการดีขึ้นตามลำดับ ดีกว่าอยู่เปล่า ๆ นะคะ...

 

 

 


ขอบคุณ

หมอแอน

(แพทย์แผนไทย ธิติมา อุ้ยคำ บว., บภ.)
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป