สัจธรรมแห่งศาสนา

20 มี.ค. 2558 15:57 น. | เปิดอ่าน 979 | ความคิดเห็น 0

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

 

- ถ้ามีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ว่า... ประสงค์จะได้ศาสนาที่แสดงธรรมเป็น สัจจะ คือ จริงแท้หรือไม่ ทุก ๆ คนก็น่าจะตอบตรงกันหมดว่า ต้องการศาสนาที่แสดงสัจธรรม คำถามคำตอบนี้ควรถือเป็นหลักมูลฐานข้อแรก 

 

- แต่น่าจะมีคำถามแย้งว่า นอกจากต้องการจะได้อย่างนั้นแล้ว ยังควรจะขยายความออกไปอีกว่า ต้องการให้สัจธรรมที่พึงปฏิบัติให้เป็นประโยชน์ขึ้นมาได้ด้วย และก็น่าจะมีคำถามเพิ่มเติมอย่างนั้นอย่างนี้อีก 

 

- ฉะนั้น จะยุติเอาเพียงหลักการข้อแรกนั้น ก่อนอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ตามประเด็นของเรื่องที่เกี่ยวไปถึง เพราะประการแรกคนคงต้องการของแท้ ไม่ต้องการของปลอมของเทียม และเหตุที่ต้องการก็ต้องเพราะเชื่อ หรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงได้เกิดความต้องการขึ้น 

 

- การที่จะมีความเห็นหรือเชื่อ ดังนั้น ก็ต้องเพราะมีการชักนำให้เห็น หรือเชื่อจากองค์กรของศาสนานั้น ๆ และทุกศาสนาก็ย่อมแสดงว่า ศาสนาของตนเป็นจริงมีประโยชน์ช่วยคนได้ต่าง ๆ ไม่มีศาสนาไหนที่จะบอกว่าศาสนาของตนเป็นของเทียม ของปลอม และไร้ประโยชน์ 

 

- ก็เมื่อทุกคนต้องการของจริงแท้ดังนิ้โดยไม่ใช่หลอกตัวเอง ก็ควรพิจารณาคำสอนของศาสนาในแง่ของความจริงก่อน เช่น เรื่องบุญบาป หรือ ความดีความชั่ว ว่าบุญจริงเป็นอย่างไร บาปจริงเป็นอย่างไร นอกจากนี้บุญบาปก็ยังมีหยาบละเอียดเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ตัวอย่างเช่น พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้ทำบาปทั้งปวง สอนให้ทำกุศลให้ถึงพร้อม ท่านสอนว่า ประพฤติผิดศีลห้าเป็นบาป เป็นต้น แต่คนเรามีหน้าที่จะต้องทำอยู่ต่าง ๆ กัน บางหน้าที่จะรักษาศีลข้อใดข้อหนึ่งไม่สะดวก บางทีเมื่อปฏิบัติหน้าที่ด้วยใจที่รู้สึกว่าทำบาปก็เลยไม่สบายใจ ถึงกับทิ้งหน้าที่ไปเสียก็มี หรืออาจถึงกับทิ้งศาสนาที่สอนว่าเป็นบาปนั้น ไปถือศาสนาที่สอนว่าไม่เป็นบาป ถ้าเป็นดังนี้ ก็แปลว่าไม่ต้องการความจริง เพราะถ้าต้องการความจริง ก็ต้องพิจารณาว่า ความจริงเป็นอย่างไรและความจริงเป็นบาป 

 

แม้จะเปลี่ยนศาสนาแล้วไปทำเข้าก็ไม่พ้นบาป หากจะมีศาสนาแสดงสิ่งที่เป็นบาปว่าไม่เป็นบาป ศาสนาเช่นนั้นก็จะเป็นศาสนาปลอมหรือเทียม ส่วนที่จะละทิ้งหน้าที่นั้น อาจทำถูกบัญญัติของศาสนา แต่ก็อาจผิดบัญญัติของบ้านเมืองหรือผิดอย่างอื่น 

 

ฉะนั้น ก็ควรต้องพิจารณาว่าตนยืนอยู่ที่ไหน คือ ให้รู้จักฐานะภาวะของตนที่เป็นอยู่และพิจารณาว่าเมื่ออยู่ในฐานะเช่นนั้นจะพึงปฏิบัติศาสนาได้เพียงไร 

 

พระพุทธศาสนาแสดงธรรมที่เป็นสัจธรรม "บุญ... ก็ว่าบุญ" หรือ "บาป... ก็ว่าบาป" เมื่อแสดงให้ทราบแล้ว ผู้ฟังได้ศรัทธาปัญญาในธรรมเพียงไรและจะปฏิบัติได้เพียงไรก็แล้วแต่ผู้ฟัง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบังคับ หรือชักชวนใครให้มาเป็น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา 

 

ผู้ที่ได้สดับธรรม มาขอเป็นหรือมาแสดงตนเอง คือ แสดงความประสงค์ของตนเอง แม้เช่นนั้นก็มิใช่ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงอนุมัติตามประสงค์ทุกอย่าง เช่น การขอบรรพชาอุปสมบทต้องไม่มีข้อขัดข้องต่าง ๆ ตามที่มีวินัยระบุไว้จึงจะบวชได้ 

 

พระพุทธศาสนาจึงไม่ขัดขวางต่อ การบ้านการเมือง และมีสัจธรรมอยู่ครบถ้วน สำหรับสนองตามความประสงค์ประโยชน์ของคนทุกภาวะฐานะ 

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป