อุสสุทนรก 4 ขุม

13 ก.ค. 2558 16:57 น. | เปิดอ่าน 1,443 | ความคิดเห็น 0

 

คูถนรก 

ครั้นสัตว์นรกพ้นโทษทุกข์จากมหานรกขุมใหญ่แล้ว หากกรรมยังไม่สิ้น ก็เคลื่อนออกไปอยู่ในนรกบริวารที่ใกล้ชิดมหานรกอันดับที่ 1 คือ คูถนรก ในคูถนรกนี้เต็มไปด้วยหมู่หนอนทั้งหลายเป็นอันมาก ซึ่งแต่ละตัวมีปากแหลมดังเข็ม ทั้งตัวก็อ้วนพีใหญ่โตเท่าช้างสาร แลดูน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก เมื่อสัตว์นรกทั้งหลายมีโอกาสออกไปจากนรกขุมใหญ่แล้วก็ดีใจยิ่งนัก แต่ไม่ช้าก็ถูกนายนิรยบาลต้อนให้ลงไปในคูถนรก เมื่อตกลงไป หมู่หนอนนรกทั้งหลาย ก็แสดงอาการดีเนื้อดีใจ เข้าล้อมกายสัตว์นรกนั้น แล้วพากันกัดเนื้อกินอย่างเอร็ดอร่อย จนเหลือแต่กระดูก เมื่อเหลือแต่กระดูก ก็พากันแทะกินกระดูกต่อไปให้ได้รับทุกข์ทรมานหนักยิ่งขึ้น หนอนนรกบางตัว ที่ยังเล็กพอเข้าไปในกายสัตว์นรกอันใหญ่โตได้ ก็พากันไต่เข้าไปในปากแล้วก็กัดกินไส้น้อยไส้ใหญ่ ตับ ปอด แล้วก็ลอดออกมาทางทวารเบื้องล่าง กัดกินอวัยวะภายใน เสร็จแล้วก็ออกมาทางปาก ทำไมสัตว์นรกเหล่านั้น จึงปล่อยให้หนอนนรกทำร้ายเอาเช่นนี้ ไฉนจึงไม่ต่อสู้? จะสู้ได้อย่างไรเล่า เพราะว่าหนอนเหล่านั้น ไม่ใช่หนอนธรรมดา แต่มันเป็นหนอนเวรหนอนกรรม เป็นหนอนนรก เกิดขึ้นด้วยอำนาจอกุศลกรรมของสัตว์นรกเหล่านั้นเอง 

 

กุกกุฬนรก 

- ต่อจากคูถนรกก็ถึงอุสสทนรกที่ 2 ซึ่งมีชื่อว่า กุกฬนรก นรกขุมนี้มีเถ้าถ่านซึ่งรุ่มร้อน สำหรับเผาสัตว์นรกทั้งหลายให้ได้รับทุกขเวทนากล้าแข็ง เมื่อสัตว์นรกทั้งหลายพ้นโทษจากคูถนรกแล้ว หากกรรมยังไม่สิ้น ก็จะต้องมาตกนรกขุมนี้ ถูกเถ้าร้อนแรงเผาสรีระร่างกายให้ไหม้ย่อยยับละเอียดเป็นจุณไป กรรมยังไม่สิ้นตราบใด ก็ต้องทนรับทุกข์ไปตราบนั้น ตามผลกรรมชั่วที่ตนได้กระทำมา 

 

อสิปัตตนรก 

- พอพ้นกำแพงของกุกกุฬนรก ก็มาถึงอุสสุทนรกขุมที่ 3 ซึ่งมีชื่อว่า อสิปัตตนรก นรกขุมนี้มีไม้มะม่วงใหญ่ ใบดกครึ้มหลายต้น ดูปรหนึ่งสวนอุทยาน ครั้นสัตว์นรกทั้งหลายหลุดจากกุกกุฬนรกมาได้ พอมาถึงขุมนี้ ต่างก็ดีเนื้อดีใจ จึงชวนกันว่า... "พวกเราทั้งหลายพากันเข้าไปอาศัยในสวนมะม่วงนั้นเถิด คงจะสุขกายสบายใจเสียที เพราะ ได้รับความทุกข์ยากมานานนักหนา" 

 

สัตว์นรกทั้งหลายชักชวนกันด้วยภาษานรกว่าดังนี้แล้ว ก็พากันเข้าไปนั่งนอนใต้ต้นมะม่วงนั้น ทันใดพอเข้าไปนั่งนอน ยังไม่ทันได้รับความสบายดังที่หวังไว้ ก็มีอันให้เป็นไปด้วยแรงอกุศลบันดาลให้มีลมกรรมพัดมา ใบมะม่วงดกครึ้มหนา ก็กลายเป็นหอก เป็นดาบ อันคมกล้า หลุดร่วงลงมาถูกกายาแห่งสัตว์นรกเหล่านั้น ทำให้เป็นแผลเหวอะหวะ บางทีก็ขาดเป็นท่อน ถูกแขน แขนก็ขาด ถูกขา ขาก็ขาด เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์นรกจึงพากันวิ่งหนีออกจากที่นั่นโดยเร็ว ในขณะนั้น ก็ปรากฏมีกำแพงเหล็ก มีเปลวไฟลุกแดงโร่ ชำแรกปฐพีผุดขึ้นมาขวางหน้าไว้ สัตว์นรกทั้งหลายผู้มีบาดแผลเต็มไปทั่วทั้งร่าง เลือดแดงฉาน วิ่งวนไปมา คราทีนั้น ยังมีสุนัขนรกทั้งหลาย มีร่างกายใหญ่โตเท่าช้างสาร วิ่งมาขบกัดกินเลือดเนื้อจนเหลือแต่กระดูก นอกจากนั้นแล้ว ยังมีแร้งนรกมีปากเป็นเหล็กตัวโตใหญ่เท่าเกวียนเท่ารถ พากันมายื้อแย่งจิกทั้งเนื้อกินเป็นอาหาร กรรมยังไม่สิ้นตราบใด ก็จำต้องเสวยทุกขเวทนาอยู่ในอสิปัตตนรกตราบนั้น 

 

เวตรณีนรก 

ถัดจากอสิปัตตนรกนั้นไป ก็มาถึงอุสสุทนรกอันดับที่ 4 ซึ่งมีชื่อว่า เวตรณีนรก ณ. สถานที่นี้เต็มไปด้วยน้ำเค็มตั้งอยู่ชั่วกัป มีเครือหวายหนามเหล็ก ล้อมอยู่โดยรอบเป็นขอบขัณฑ์ ในท่ามกลางนั้น ปรากฏเป็นปทุมชาติ ทำให้สัตว์นรกทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นแม่น้ำอันเย็นสนิท พอตนพ้นจากอสิปัตตนรกมาถึงที่นี่ เห็นแม่น้ำเข้าก็ดีเนื้อดีใจ หวังจะอาบดื่มกินให้สบาย วิ่งมาโดยเร็ว พอมาถึงก็รีบกระโจนลงไป เครือหวายเหล็กซึ่งคมเหมือนหอก เหมือนดาบก็บาดร่างกายให้เป็นแผลในน้ำเค็ม เขาทั้งหลายย่อมประสบทุกขเวทนา ทั้งเจ็บทั้งแสบ แล้วก็ให้มีอันเป็นเกิดเปลวไฟลุกไหม้เผาทั้ง ๆ ที่อยู่ในแม่น้ำ ไฟไหม้ศรีษะร่างกายของเขาให้ดำไหม้เกรียม เหมือนกับไหม้ต้นไม้ในป่า ทำให้ร่างกายห้อยระย้าบนเครือหนามหวาย ร้องดิ้นรนกระวนกระวาย ในไม่ช้าก็ตกลงไปต้องดอกบัวหลวงอันมีกลิบคมเป็นกรด ซึ่งตั้งอยู่กลางน้ำเค็ม มีเปลวไฟติดอยู่ตลอดเวลา ใบบัวเหล็กแดงอันคมนั้น ก็บาดร่างกายให้ขาดวิ่น ทำให้เจ็บแสบทั้งเนื้อทั้งตัวแสนสาหัส ดิ้นทุรนทุราย เช่น ปลาถูกทุบหัวฉะนั้น บัดเดี๋ยวใจก็พลันตกจากกลีบบัวนรกลงไป เขาจึงมาคำนึงในใจว่า... "มากูจะดำลงไปในน้ำนี้เถิด ชะรอยจะพบน้ำเย็นในภายใต้โพ้นบ้างกระมัง" 

 

สัตว์เวตรณีนรกนั้น ครั้นคิดเห็นเป็นดีงามเช่นนั้นแล้ว จึงกลั้นใจดำลงไป ก็ต้องถูกคมมีดคมดาบ อันหงายอยู่ภายใต้พื้นน้ำบาดเอา ทำให้ร่างกายเขาเหวอะหวะ แหว่งหนักเข้าไปอีก ต้องร้องสะดุ้งหวาดเสียวด้วยความเจ็บอย่างแสนสาหัส 

 

บางพวกพอวิ่งมาถึงแม่น้ำเค็มนั้น เห็นเพื่อนกันกำลังเสวยทุกข์อยู่ ใจก็สยดสยองไม่กล้าลงไป ยืนออกันอยู่เป็นหมู่บนขอบนรก นายนิรยบาลทั้งหลายจึงบังคับขับไสไล่กระหน่ำตีด้วยค้อนเหล็กให้ลงไป ก็ต้องวิ่งหนีจนล้มลุกคลุกคลาน เมื่อล้มแล้วตั้งใจจะรีบลุก ด้วยเกรงภัยจากนายนิรยบาลผู้ตามติดมาข้างหลัง มือทั้งสองข้างก็กลับจมลงไปในแผ่นเหล็กลุกขึ้นไม่ได้ นายนิรยบาลก็คุกคามเอาว่า... "สูทั้งหลาย จงลุกขึ้น... สูมึงทั้งหลาย จงพากันไปลงแม่น้ำเดี๋ยวนี้" 

 

ประกาศิตเป็นคำสั่งดังนี้แล้ว นายนิรยบาลผู้มีอำนาจใหญ่ในขุมนรก ก็เอาค้อนตีประเคนลงบนศรีษะซ้ำแล้วซ้ำอีก สัตว์นรกทั้งหลายทนไม่ได้ก็ต้องลุกขึ้น มือทั้งสองข้างก็ขาดติดอยู่กับแผ่นเหล็กนั่นเอง ครั้นลงไปในแม่น้ำก็ต้องถูกใบบัวเหล็กคมเป็นกรดบาดร่างกายขาดเป็นแผลใหญ่ แผลน้อย ว่ายไปว่ายมา น้ำเค็มแทรกเข้าไปในแผล ก็เจ็บแสบเสวยทุกขเวทนาร้องไห้ครวญคราง แลดูน่าสงสารยิ่งนัก 

 

เท่านี้ยังไม่พอ ยังต้องถูกนายนิรยบาล ซึ่งมีมือถือหอกแหลนหลาว เงือดเงื้อขึ้น แล้วก็จ้วงแทงเอา ๆ เช่น บุรุษในมนุษย์โลกแทงปลาในน้ำด้วยฉมวก ก็ปานกัน ครั้นแล้ว นายนิรยบาล ก็เอาเบ็ดนรกเกี่ยวลากขึ้นมา บังคับให้นอนหงายเหนือแผ่นเหล็กแดง แล้วเอาหลาวเหล็กงัดปากอ้าขึ้นแล้ว จึงเอาก้อนเหล็กซึ่งกำลังลุกแดงโพลงยัดใส่เข้าไปในปาก พอถึงปาก ๆ ปากก็ไหม้ ตกมาถึงคอ ๆ ก็ไหม้ พอตกถึงท้อง ก็ไหม้ไส้ใหญ่ให้ทะลักทลายออกมา สัตว์นรกเหล่านั้น ทำอกุศลกรรมอะไรไว้ ไฉนจึงต้องมาทนทุกขเวทนาเห็นปานนี้? 

 

 


บุพพกรรม - ที่ต้องมาเสวยเวทนาเช่นนี้ ก็เพราะในชาติก่อน ตนเคยเผาสัตว์ทั้งเป็นให้ถึงแก่สิ้นชีวิต กรรมเลยผลิตผลให้มารับทุกข์โทษในนรกนี้ ต้องเสวยเวทนาแสนสาหัส อีกประการหนึ่ง ในชาติก่อน เคยเป็นพระภิกษุสามเณร ไม่สำรวมระวัง ไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์ตามพระพุทธบัญญัติสิกขาบท รู้ตัวว่าล่วงละเมิดศีลแล้ว ก็ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่ทำตนให้บริสุทธิ์ แล้วยังขืนบริโภคก้อนข้าวของชาวบ้านอยู่ ครั้นดับขันธ์ถึงแก่มรณภาพแล้ว เจ้ากูเหล่านั้น ก็ต้องมากินก้อนเหล็กแดงในนรกขุมนี้เหมือนกัน 

- ครั้นนายนิรยบาล เห็นสัตว์นรกกินก้อนเหล็กแดง ร้องไห้ครวญครางเสวยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้น ก็คล้ายมีใจสงสารร้องถามไปว่า...
"ท่านอยากจะกินอะไร?" สัตว์นรกจึงตอบว่า... "ข้าพเจ้าอยากกินน้ำ" นายนิรยบาลก็เอาน้ำทองแดงมากรอกลงในปาก พอน้ำถึงปาก ๆ ก็พังแตกทลาย น้ำถึงคอถึงท้อง คอและท้องก็พังพินาศ พอตกถึงลำไส้ใหญ่น้อย ก็ขาดกระจุยกระจาย เรี่ยรายออกมา ถามว่า ไฉนจึงเป็นอย่างนี้? 

- เมื่อชาติก่อน เป็นคนดื่มสุราเมรัย มีจิตประมาทในบุญกุศล ครั้นทำลายขันธ์สิ้นชนม์แล้ว จึงต้องมารับทุกข์โทษในนรกขุมนี้ ถูกนายนิรยบาลเอาน้ำทองแดงใส่ปาก ให้เสวยทุกข์ลำบากสิ้นกาลช้านาน กรรมยังไม่สิ้นตราบใด ก็ต้องทนทุกข์ไปตราบนั้น 

 


อุสสุทนรกทั้ง 4 ขุม ที่กล่าวมานี้ คือ 

  • คูถนรก
  • กุกกุฬนรก
  • อสิปัตตนรก
  • เวตรณีนรก 


- อุสสุทนรกทั้งหมดนี้ ตั้งอยู่เรียงรายลำดับกันไปในทิศบูรพา เบื้องหน้าของสัญชีวนรก แม้ในทิศอื่นอีก 3 คือ ทิศหลัง ทิศเบื้องขวา และ ทิศเบื้องซ้าย ก็มีอุสสุทนรกทั้ง 4 นี้ ตั้งเป็นลำดับไปเช่นเดียวกัน รวมอุสสุทนรกทั้ง 4 ทิศ ที่ล้อมรอบสัญชีวมหานรก จึงเป็น 16 ขุมพอดี มหานรกมี 8 ขุม แต่ละขุม มีอุสสุทนรกนี้ ล้อมเป็นบริวารขุมละ 16 จึงรวมเป็น 128 ขุมพอดี 

 

 

 


 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่นี้ เกิดจากการแสดงความคิดเห็นและถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง STARCLIPNEWS.com มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อทราบในการดำเนินการต่อไป